วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

31 ภพภูมิ :

ในความเชื่อทางพุทธศาสนามีความเชื่อที่ว่าเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี
และสถานที่สิ่งมีชีวิตทุกรูปนามเวียนว่ายตายเกิดนั้นเรียกว่า"วัฎสงสาร หรือ สังสารวัฎ"
ด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก

  อันประกอบด้วย อรูปพรหม 4 รูปพรหม 16 เทวดา 6 โลกมนุษย์ 1 สัตว์เดรัจฉาน 1  เปรต 1 อสุรกาย 1 และนรก 1

แบ่งเป็น โลกเบื้องต่ำได้แก่ นรกภูมิ อสุรกายภูม เปรตภูม เดรัจฉานภูมิ
               โลกเบื้องกลาง ได้แก่เทวภูมิ 6 และมนุษย์ภูมิ 1
               โลกเบื้องสูงได้แก่ อรูปพรหม 4 รูปพรหม 16






โลกเบื้องต่ำ
นรกภูมิ ประกอบด้วยมหานรกหลัก มี 8 ขุม อยู่ห่างกัน โดยมียมโลก320 ขุมล้อมรอบทั้งสี่ทิศของทั้ง 8 ขุม นรกขุมที่ลึกที่สุดเรียกว่า "โลกันตนรก" มืดมนไม่มีแสง เต็มไปด้วยทะเลน้ำกรดเย็น
นรกทั้ง8 ขุมนี้ผู้ำกระผิดศีล 5 เป็นอาจิณ ผู้มัวเมาในอบายมุข รวมทั้งผู้ทำกรรมหนัก หรือ อนันตริยกรรม มีฆ่าบิดา มารดา ฆ่าพระอรหันต์ เป็นต้น ย่อมมีนรกเป็นอำนาจแห่งกรรมที่จะส่งผลให้ไปเกิดในแดนนรก
เดรัจฉานภูมิ โลกของสัตว์ที่มีความยินดีในเหตุ 3 ประการ คือ กิน นอน และสืบพันธ์บุพกรรมที่นำให้มาสู่ภพภูมินี้คือ เมื่อเป็นมนุษย์จิตไม่บริสทธิ์  ประพฤติอกุศลหยาบช้าลามกทั้งหลาย หรือเพราะอำนาจเศษบาปอกุศลกรรทที่ทำไว้ให้ผล หรือ เพราะเมื่อใกล้ตายจิตประกอบด้วยโมหะ หลงผิด ขาดสติ ไม่มีสรณะเป็นที่พึงจะยึดให้มั่นคง คตินิมิตชี้บอกถึงโลกเดรัจฉานจิตยึดเหนียวเมื่อดับจิตตายขฯะนั้นต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
เปรตภูมิ โลกที่อยู่ของสัตว์ที่ห่างไกลความสุข เปรตเป็นผีตามความเชื่อไทย มีรูปร่างสูงเท่าต้นตาล ผมยาว คอยาว ผอมโซ ผิวดำ ท้องโต มือเท่าใบตาล ปากเท่ารูเข็ม และจะหิวอยู่ตลอดเวลา ชอบมาขอส่วนบุญในงานบุญตาง ๆ ประเภทของเปรตนั้น ในพระพุทธศาสนาแบ่งเป็นหลายแบบในแต่ละคัมภีร์ กรรมที่ส่งผลให้มาเกิดในภพภูมินี้คือ ประพฤติอกุศลกรรมบท 10 ประการ เมื่อขาดใจตายจากโลกมนุษย์ หากอกุศลกรรมนั้นนำไปสู่นิรยภูมิได้ต้องไปเสวยทุกข์โทษในนรกก่อน พอสิ้นกรรมพ้นจากนรกแล้ว เศษปาปยังมีก็ไปเสวยผลกรรมเป็นเปรตต่อภายหลัง  หรือมีอกุศลกรรมที่เกิดจากโลภะนำมาเกิด คตินิมิต บ่งยอกถึงโลกเปรต เช่น เห็นหุบเขา ถ้ำอันมือมิดทีวังเวงและปลอดเปลี่ยว หรือเป็นเป็นแกลบและข้าวรีบมากมาย แล้วรู้สึกนิวโหยและกรหายน้ำบ้าง ..แล้วจิตยึดหน่วงเป็นอารมณ์ เมื่อดับจิตตายขฯะนั้น ต้องบังเกิดเป็นเปรตเสวยทุกขเวทนาตามสมควรแก่กรรม

อสุรกายภูมิ ภูมิอันเป็นอยู่ของสัตว์อันปราศจากความเป็นอิสระและสนุกรื่นเริง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
- เทวอสุรา มี 6 จำพวก ห้าจำพวกแรกเป็นปฏิปักษ์ต่อเทวดาชั้นตาวติงสา สงเคราะห์เข้าในพวกเทวดาชัวติงสา ส่วนอีกจำพวกมีรูปร่างเล็กกว่าและอำนาจน้อยกว่าเทวดาชั้นตาวติงสา อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์สงเคราะห์เข้าเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกา
-เปตติิสุรา มี 3 จำพวก เป็นเปรตที่ประหัตประหารกันด้วยอาวุธต่าง ๆ
- นิรยอสุรา เป็นเปตจำพวกหนึ่งที่เสวยทุกขเวนาอยู่ในนรกขุมที่ 8

โลกเบื้องกลาง เทวภูม 6 โลกมนุษย์ 1
โลกมนุษย์ เป็นที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจสูงในเชิงกล้าหาญที่จะประกอบกรรมต่าง ๆ ทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล แบ่งเป็น 4 จำพวก
  - ผู้มืดมาแล้วมืดไป  ผู้เกิดในตระกูลต่ำต้อยและกลับประพฤติทุจริตในกาย วาจาและใจเมื่อตายไปย่อมเข้าสู่ทุคติอบาย
  -  ผู้มืดมาสว่างไป  ผู้เกิดในตระกูลต่ำต้อยแต่เป็นผู้มีศรัทธา ไม่ตระหนี่เป็นคนมีความดำริประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะชีพราหมณ์ ...เมื่อตายไปย่อมถึงสคติภูมิ
  - ผู้สว่างมาแล้วมืดไป ผู้เกิดในตระกูลสูง เป็นคนมั่งคั่งมั่งมี แต่กลับเป็นไม่มีศรัทธา ตระหนี ไม่มีความเอื้อเฟื้อ... เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย
  - ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป เป็นผู้เกิดในตระกูลสูงและเขาย่อมประพฤติสุจริตกาย วาจ และใจ ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
  กรรมของมนุษย์ที่ทำในกาลก่อน ส่งผลให้มีปฏิปทาต่างกัน เช่น บางคนเป็นคนดี บางคนบ้า ยางคนรวย บางคนจน นั้นล้วนมีเหตุปัจจัยต่างๆ กัน
เทวภูมิ 6
- จาตุมมหาราชิกาภูมิ(สวรรค์ชั้นที่ 1 ) เมื่อเป็นมนุษย์ ชอบทำความดี สันโดษ ยินดีแต่ของๆ ตน ชักชวนให้ผู้อื่นประกอบการกุศล ชอบให้ทาน เป็นผู้มีความวหังในทาน มีจิตผู้กพันแห่งทานแล้วให้ทาส มุ่งการสั่งสมให้ทานให้ทานด้วยความคิว่า "เราตายแล้วจักได้เสวยผลแห่งทานนี้"และเป็นผู้มีศีลญ
- ตาวติงสาภูมิ หรือ ดาวดึงส์(สวรรค์ชั้นที่ 2) เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสทฺุธิ์ ยินดีในการให้ทาน มให้ทานด้วยความคิดว่า"การให้ทานเป็นการกระทำดี" งดงามด้วยพยายามรักษาศีล ไม่ดูหมิ่นผู้ใหญ่ในตระกูลฯ
- ยามาภูมิ(สวรรค์ชั้นที่ 3) เป็นที่อยู่ของเทพยาดาผู้มีแต่ความสุขอันเป็นทิพย์ เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ พยายามสร่้างเสบียง ไม่หวั่นไหวในการบำเพ็ญบุญกุศล ให้ทานด้วยความคิดที่ว่า"เป็นประเพณีที่บรรพบุรุษกระทำม่เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี" รักษาศีล มีจิตขวนขวายในธรรม ทำความดีด้วยใจจริง
-ตุสิตาภูมิ(สวรรค์ชั้น 4) เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้มีความยินดีแช่มชื่นเป็นนิจ เมื่อเป็นมนุษย์มีจิบรุสุทธิ์ ยินดีมากในการบริจาคทาน ให้ทานด้วยความคิดที่ว่า"เราหุงหากิน แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหากิน ย่อมเป็นการไม่สมควร " ทรงศีล ทรงธรรม ชอบฟังพระธรรมเทศนา หรือเป็นพระโพธิสัตว์รู้ธรรมมาก
-นิมมานรตีภูมิ(สวรรค์ชั้น5) เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้ยินดีในกามคุณอารมณ์ ซึ่งเนรมิตขึ้สมาตามความพอใจ เมื่อเป็นมนุษย์ให้ทานด้วยความคิดว่า"เราจักจำแนกท่านเช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายในกาลก่อน
" ประพฤติธรรมสมำ่เสมอ พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาด มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล และมีวิริยะอุตสาหะในการบริจาคทานเป็นอันมาก
- ปรนิมมิตวสวัตีภูมิ(สวรรค์ชั้น 6 ) เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าซึ่งเสวยกามคุณอารมณ์ เมื่อเป็นมนุษย์อุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่เป็นอุกกฤษฏ์ อบรมจิตใจสูงส่งไปด้วยคุณธรรม เมื่อจะให้ทานรักษาศึลก็ต้องบำเพ็ญกันอย่างจริงๆ มากไปด้วยความศรัทธาปสาทะอย่างยิ่งยวด ให้ทานด้วยคิดว่า "เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตของเราจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส"เพราะวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงส่งยิ่งเท่านั้น จึงอุบัติในสวรรค์ชั้นนี้


โลกเบื้องสูง
ปฐมฌานภูมิ 3 ทุติยฌารภูมิ 3 ตติยฌารภูมิ3 และ พรหมภูมิตั้งแต่ชั้นที่ 1-20
โสดาบันโลกุตรภูมิ ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าพระอริยบุคคลโสดาบัน แบ่งเป็น
- เอกพีชีโสดาบัน เกิดอีกชาติเดียว และ้วก็บรรลุพระอรหัตผล ปรินิพพาน
- โกลังโกละโสดาบัน เกิดอีก 2-6 ชาติ เป็นอย่างมากแล้ก็บรรลุพระอรหัจผล ปรินิพพาน
- สัตตักขัตตุปรมะโสดาบัน จะเกิดอีกอย่างมากไม่เกิด 7 ชาติ

สกทาคามีโลกุตรภูมิ
ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าพระอริยบุคคลสกทาคามี ซึ่งจะเกิดอีกพียงชาติเดียว....

อนาคามีโลกุตตรภูมิ
ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อวาพระอนาคามี จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีก....

อรหัตโลกุตรภูมิ
มี 2 ประเภท คือ เจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ ผู้ถึงภูมินี้ เป็นผู้ที่สมควรแก่การบูชาของเหล่าเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะสิ้นกิิเลสโดยตัดสังโยชน์ 10 ประการได้ สามารถเข้าอรหัตผลสมัติ เสวยอารมณ์พระนิพพานได้ตามปรารถนา และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกในวัฏสังสาร เมื่อถึงอายุขัยก็ดับขันธ์ปรินิพพาน





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น