วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Turks

       
          คาบสมุทรอาราเบียอยู่ทางตะวันตกสุดทวีปเอเซีย เป็นคาบสมุทรยื่นออกไปในมหาสมุทรอินเดีย ล้อมรอบด้วยทะเลแดง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ราบสูงอาร์เมเนียและอ่าวเปอร์เซียปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกลุ่มอาหรับ แต่เดิมดินแดนนี้ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย การดำเนินชีวิตมี 2 แบบคือ
           พวกเร่ร่อนตามทะเลทราย มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ ต้องเร่ร่อนหาทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำ ทำให้ไม่สามารถหนุดตั้งหลักแหล่งได้ ดำเนินชีวิตอยู่ในกระโจมเรียงรายเป็นกลุ่มเพื่อสะดวกในการโยกย้าย  และพวกอาหรับชาวเมืองซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพคาขายมีสำพชีวิตสะดวกสบาย อุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง คุมอำนาจทั้งด้านการเมืองและเศษฐกิจ เมืองใหญ่ๆ เหล่านี้ได้แก่ เมกกะ ยาเทรปซึ่งปัจจุบันคือเมืองเมอินา ในคาบสมุทรอราเบีย
           ชาวอาหรับไม่เคยรวมกันได้ ไม่มีบทบาททั้งทางการรบและอารยธรรมแต่กลับมีความสำคัญขึ้นอย่างมากเพราะศาสนาอิสลามเป็นสำคัญ
          อาณาจักรมุสลิม   แบ่งการปกครองออกเป็น 3 ระยะ ระหว่าง ค.ศ. 632-1258
                  - สมัยการปกครองของเคาะรีฟะหฺ ค.ศ. 632-661 มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมดินา ในประเทศซาอุดิอาระเบียปัจจุบัน
                  - สมัยปกครองราชวงศ์อุมัยยัค  ค.ศ. 661-750 มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองดามัสกัส ในประเทศซีเรียปัจจุบัน
                  - สมัยปกครองราชวงศ์อับบาสิค  ค.ศ. 750-1258 มีศูนย์กลางอยู่ที่แบกแดด ในประเทศอิรักปัจจุบัน
         ในศตวาษที่ 11 พวกเซลจุค เติร์ก(เติร์กชนเผ่าหนึ่ง) ภายใต้การนำของ เตอร์โก มัน คุซซ์ ได้ตีเมืองแบกอดดได้ กาหลิบราชวงศ์อับบาสิดได้ประทานตำแหน่างผู้สำเร็จราชการให้กับห้วหน้าพวกเติร์ก เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พวกเซลจุคเติร์ก มีอำนาจในอาณาจักรมุสลิมเกือบสองศตวรรษ
            ชัยชนะของพวกเซลจุค เติร์ก ครั้งนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับอาณษจักรบิแซนไทน์และสัตะปาปาที่กรุงโรม ในที่สุดพวกคริสเตีนได้จัดกองทัพมาปราบพวกเตร์ก กลายเป็นสงครามครูเสด พวกเซลจุค เติร์ก ได้ยึดดินแดนเหนือซีเรียที่เรียว่า อนาโตเลีย หรือพวมุสลิมเรียกว่า “แผ่นดินโรม” ได้เป็นการถาวร ให้เป็นรัฐขึ้นตรงต่อกาหลิบราชวงศ์อับบาสิด มีชาวเตอร์จากดินแดนอื่น ๆ อพยพเข้ามาอยู่ในรัฐที่ตั้งขึ้นใหม่เพิ่มมากขึ้น เท่านกับเป็นการเริ่มต้นของขบวนการทำให้เป็นเติร์ก “Turkification”
            ในระยะต้น สุลต่านของพวกเซลจุค เติร์ก แม้จะป่าเถื่อน ขาดการศึกษา แต่ได้ปกครองประเทศอย่างชาญฉลาด โดยอาศัยชาวเปอร์เซียดำรงตำแหน่างเป็นวิเชียร์ เป็นผู้ทำหน้าที่สำคัญ อาณาจักรมุสลิมได้แผ่ขยายอิทธิพลอย่างกว้างใหญ่ไพศาล การปกครองของพวกเซลจุคเติร์ก ได้ให้สิ่งใหม่แก่ศาสนาอิสลาม คือความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ที่รับมาจากทวีปเอเซียตอนกลางนอกจากนี้ได้นำลัทธิอัศวิน ของพวกยุโรปยุคกลางมาสู่โลกอิสลามด้วย
           ต่อมาในกลางศตวรรษที่ 13 พวกมองโกลภายใต้การนำของจักรพรรดิเจงกิสข่าน เดินทางมาจากตะวันออก และรุรานดินแดนต่าง ๆ ของอาณาจักร มุลสิมอย่างทารุณโหดร้าย เรียกค่าไถ่ตามเมืองต่างๆ ที่ผ่านมาเมืองใดที่คิดสู้รบถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง แต่โชคคดีของอาณาจักรมุสลิมที่รอดพ้นมาได้จากการยึดครองของพวกมองโกล
          นัดดาของเจงกิสข่าน ได้นำทัพมารุกรานอาณาจักรมุสลิมและตีเมืองแบกแดดได้ ในที่สุด ราชวงอับบาสิคถูกกวาดล้างอย่างสิ้นเชิง



ในกลางศตวรรษที่ 13 พวกออตโตมาน เติร์ก เริ่มมีอำนาจรุ่งโรจน์ท่ามกลางความยุ่งยากของพวกมุสลิมที่แตกแยกกันเอง ในที่สุดพวกออตโตมาน เติร์กได้รวบรวมพวกเติร์กและมุสลิมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน แต่สมัยของอาณาจักร ออตโตมาน เติร์ก โลกอิสลามได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ประวัติศาสรต์สมัยกลางของอาณาจักรมุสลิมยุติลงในลักษณะของความปั่นป่วนพวกออตโตมาน เติร์กได้เข้ายึดกรุงคอนสแตนติโนเปิล ของจักรวรรดิไบแซนไทน์ และตั้งเป็นอาณาจักร ออตโตมาน เติร์ก แทนจักรวรรดิโรมันตะวันออก ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่าเป็นการสิ้นสุดยุคกลางด้วย

  มหาวิหารอาร์เทมีส

ความสัมพันธ์ระหว่างชาวเติร์กและโลกอาหรับ



.
    ในปี ฮ.ศ.22(ค.ศ.642)กองทัพอิสลามยกทัพเพื่อไปพิชิตหัวเมืองต่าง ๆ ในเขตที่ชาวเติร์กอาศัยอยู่มีการเผชิญหน้าระหว่างแม่ทัพอิสลาม กับ กษัตริย์ชาวเติร์ก กษัตริย์ได้ยื่นข้อเสนอขอทำสัญญาสงบศึก พร้อมกับแสดงท่าทีว่ากองทัพของเขาพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับกองทัพอิสลามในการทำศึก ดังนั้นแม่ทัพจึงพากษัตริย์เติร์กไปพบกษัตริย์ของตน กษัตริย์เติร์กเขียนสารเพื่อแสดงเจตนาของตน ทางฝ่ายอิสลามมีความเห็นตรงกันจึงเขียนสารทำสัญญาสงบศึกหลังจากนั้นกองทัพทั้งสองจึงเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองอัรมันเพื่อร่วมกันโจมตี
          เติร์กกับศาสนาอิสลาม
ร้อย 99 ของประชาชกรในประเทศตุรกีนับถือศาสนาอสลาม ชาวเติร์ก ซึ่งแต่เดิมอยู่ในเอเซียกลางเริ่มมีการติดต่อสัมพันธ์กับคนที่นับถืออิสลาม โดยผ่านทางกองคาราวานสินค้าชาวอาหรับเมือศตวรรษที่ 8 และในศตรวรรษที่ 10 ชาวเติร์กส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม
      กองทัพอิสลามคงเดินหน้าต่อไปเพื่อเผยแผ่อิสลามและพิชิตเมืองต่างๆ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรเปอร์เซียกรทั่งการเรียกร้องเชิญชวนสู่อิสลามได้แพร่สะพัดจนครอบคลุมพื้นที่ส่วใหญ่ของบริเวณดังกล่าว และหลังจากที่อาณาจักรเปอร์เซียอันเป็นกำแพงที่สกัดกั้นการเดินหน้าของการเรียกร้องเชิญชวนสู่อิสลามของชาวมุสลิมถูกพิชิตลงอย่างราบคาบโดยกองทัพอิสลาม ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมชาวมุสลิมกับพลเมืองแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งมีชาวเติร์กรวมอยู่ด้วย จึงเริ่มขึ้นและทยอยกันเข้ารับอิสลามอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสนอตัวเข้าเป็นแนวร่วมของอกงทัพอิสลามในฐานะมุสลิมคนหนึ่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแผ่อิสลามและพิชิตเมืองต่าง ๆ ต่อไป “มีคำกล่าวคำกล่าวที่ว่า อิสลามเผยแพร่ด้วยดาบ”
          สมัยการปกครองของเคาะลีหฺ มุอาวียะฮฺ ฯ กองทัพอิสลามสามารถพิชิตเมืองต่างๆ ในเขตพ้นทะเลกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอิสลาม
          ชาวเตริก์เริ่มเข้ามามีบทบาทในอาณาจักรอิสลามเนื้องจากเคาะห์ลีฟะหฺต้องการคานอำนาจชาวเปอร์เซีย กระทั่งชาวเติร์กสามารถสร้างอาณาจักรเคียงข้างอิสลาม คือ อาณาจักรของพวกเซลจุก และสภาปนาอาณาจักรของตนนั้นคือพวก ออตโตมาน เติร์ก ในเวลาต่อมา

            บัลกาเรีย ตั้งอยู่ด้านเหนือของ กรีซและตุรกี ด้านใต้ ของโรมาเนีย ประเทศในภาพนี้เกือบทั้งหมดเคยตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิมุสลิมออตโตมานเติร์กราว 400-500 ช่วศตวรรษ14-19

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น