วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

Mughal Dynasty

Mahmud-Ghazni-9395526-1-402ในพุทธศตวรรษที่14 กองทัพอิสลามชาวเติร์ก ชาวตาตาร์ บุกเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ ในแค้วนค้นธาราฐและประชิดแค้วนปัญจาบ กษัตริย์ชัยบาลแห่งราชวงศ์ซาหิยะของฮินดู ทำสงครามต่อต้าน กระทั้งกษัตริย์มาหมุ Mahmud แห่งราชวงศ์กลาซนาวิด แห่งจักรวรรดิกลาสนี่เข้ายึดเมืองเปษวาร์ ใช้เป็นที่มั่นของเติร์กอิสลาม และสถาปนาจักวรรดิกลาสนี่ Ghazni ขึ้นทางตอนใต้ของกรุงคาบูล และนำกองทัพอิสลามรุกรานอินเดีย สามารถยึดพื้นที่อินเดียเหนือ ตั้งแต่ลุ่มนำสินธุ แคว้นปัญจาบจรดลุ่มน้ำยมุนา รวมทั้งแผ่นดินในลุ่มปัญจมหานที่ทั้งกมด ศาสนาอิสลามแพร่เข้าสู่คาบสมุทรอินเดียครั้งใหญ่  และยังแผ่ขยายอาณาจักรไปจรดเปอร์เซียและเมโสโปเตเมีย
     ช่วงที่ทำสงครามระหว่างอินเดียและฮินดู Mahmud เข้าทำลายศาสนสถานและผุ้คนต่างศาสนาจำนวนมากมายกองทัพอิสลามเข้าปล้นทำลายโบสถ์วิหารต่าง ๆ ทั้งศาสนาฮินดูและพุทธพินาศย่อยยับ
    แคว้นปัญจาบตกอยู่ใต้การปกครองชาวเติร์ก ราชวงศ์กลาสวานิคเกือบ 200 ปีอิทธิพลทางศาสนา รวมทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวปัญจาบเปลี่ยนแปลงไปจากการผสมผสานและครอบงำทางวัฒนธรรม.. ต่อมาจักรวรรดิกลาสนี่พ่ายแพ้ต่อกษัตริย์อิสลามชาวกูริสผู้สภาปนาราชวงศ์กอร์ Ghor ขึ้นในแค้วนคันธาราฐ กองทัพกอร์ยกเข้ายึกแค้วนปัญจาบ ยึดเมืองเดลฮี เป็นฐานที่มั่นในการรุกรานเข้าสู้แค้วยพิหาร อ่าวเบงกอล ซึ่งกล่าวได้ว่าอินเดียภาคเหนือส่วนใหญ่อิสลามยึดครองหมดแล้ว
      ชาวอินเดียทีนับถือฮินดูลุกฮือต่อต้านอิสลาม ทำสงครามกับจักวรรดิกอร์ กษัตริย์กอร์ยกทัพเข้าบทขยี้ชาวฮินดูจนราบคาบ และกษัตริย์ มูหะหมัด กอรี ก็เสียชีวิต ณ ที่แค้วนปัญจาบนั้นเอง
      ชาวอิสลามเติร์กยกให้ กัตบุคิน ไอบัก Kutbuddin Aibak ขึ้นเป็นสุลต่านแห่งเดลฮี ซึ่งได้กลายเป็นอาณาจักรอิสลามเดลฮี มีสุลต่านสืบทอกกันมา 26 พระองค์


      GenghisKhanExhibitMural2 (1)
      ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 จากการไล่ล่าองค์ชาย “เจลัล อัคดิน” พระโอรส สุลต่านโมฮัมเหม็ด แห่งซามาร์คันต์ โดยการนำทัพของตูลิ พระโอรสองค์สุดท้องในครั้งแรก และการนำทัพโดยเจงกิสข่านเองที่เข้าตีตั้งแต่จักรวรรดิกลาสนี้ นครเบคเตรีย เบคราม แค้วนคันธาราฐ เข้าสู้ปัญจาบ แคชเมียร์เข้าประชิดแค้วยสุลต่านเดลฮี หยุดอยู่ที่นครตักสิลาริมฝั่งแม่น้ำสินธุและไม่รุกรานต่อ ทำให้ชาวเติร์กกลุ่มอินเดียเหนือขาดการติดต่อกับเติร์กกลุ่มอัฟกานิสถาน 

      พุทธศตวรรษที่ 18 ตาเมอร์เลนสุลต่านมองโกล ชาวมองโกลที่นับถือศาสนาอิสลามปกครองซามาร์คานด์ นำกองทัพมองโกลเข้าโจมตีแค้วนปัญจาบ และดินแดนในปกครองของเติร์ก บุกทำลายอาณาจักรเดลฮี ประชาชนพละมืองถูกสังหารมากมาย และจับเป็นทาส ทัพมองโกลรุกต่อเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำคงคา เข้าทำลายและปล้นสดมภ์บ้านเรือนและแค้วนต่าง ๆ ในอินเดียเหนือ และเดินทางกลับโดยไม่ยึดครอง ทิ้งไว้เพียงสภาพปรักหักพัรกร้าง ปราศจากผุ้คนที่มีชีวิต…

    พุทธศตวรรษที่ 20 (คริตสตวรรษที่ 16 ) อิสลามมองโกลเข้ายึดครองแค้วนปัญจาบและอินเดียเหนืออีกครั้ง และ สถาปนาราชวงศ์โมกุล Moghal โดยจักรพรรดิบาบูร์ ขึ้นปกครองอินเดียเหนือโดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่นครเอลฮี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2069 (ค.ศ. 1526) เป็นต้นมา
          ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักรอยู่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 และครอบครองดินแดนส่วนใหญ๋ในอนุทวีปอินเดีย นับแต่อ่าวเบงกอลทางตะวันออกไปจนถึง Balochistan ในทางตะวันตก และจากแค้วนแคชเมียร์ทางเหนือไปจนถึง Kaveri ทางใต้  ประชากรประมาณ 110-150 ล้านคน ดินแดนในครอบครองมากว่า 3'.2 ล้านตารางกิโลเมตร
         ยุคคลาสสิกของจักรวรรดินี้เริ่มต้นในรัชสมัย จาลาลุดดิน โมฮัมหมัด อัคบาร์ หรือ “อัคบาร์มหาราช” อินเดียเจริญก้Taj Mahal  Exclusive  Picturesาวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจและ วัฒนธรรม รวามถึงมีสันติสุขระหว่างศาสนา
         ยุคทองแห่งสถTaj Mahal  Exclusive  Pictures าปัตยกรรมโมกุล คือ ยุคของพระเจ้า ชาห์เชฮัน จักรพรรดิองค์ที่ 5 ซึ่งได้โปรดให้สร้างอนุสาวรีย์อันงดงามวิจิตรขึ้นจำนวนมาก ที่มีชื่อสเยที่สุดในบรรดานี้คือ “ทัชมาฮาล แห่ง อัครา” รวมไปถึง มัสยิดเพิร์ล,ป้อมแดง,มัสยิดจามา และป้อมละฮอร์… จักวรรดิโมกุลขึ้นถึงจุดสูงสุดในการแผ่ขยายอาณาเขตในรัชสมัยของออรังเซบ ซึ่งอาจเป็นมนุษย์ที่รำรวยที่สุดและมีอำนาจมากที่สุดของโลก ในช่วงพระชนม์ของพระองค์

      ทัชมาฮาล สุสานหิอ่อนที่ผุ้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุในโลก สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิโมกุลผู้มีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ เจ้าชายขุร์รัม ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระจักรพรรดิชาณ์ชะฮัน พระราชสมภพในปี พ.ศ. 2135 (ค.ศ.1592) ตามตำนานกล่าวว่า เจ้าชายขุร์รัมได้พบกับอรชุ มันท์ พานุ เพคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมือพระองค์ มีพระชนมายุ 14 พรรษา พระองค์ทรงหลงใหลและหลงรักนาง เจ้าชายขุร์รัมจึงซื้อเพชรด้วยเงิน 10,000 รูปี และบอกพระบิดาของพระองค์ว่าพระองค์มีความประสงค์ที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของรัฐมนตรี  พิธีอภิเษกถูกจัดขึ้นหลังจากนั้น 5 ปี หลังจากนั้นทั้งคู่มิเคยอยู่ห่างกันเลย
          พระองค์ทรงเรียก อรชุมันท์ พานุ เพคุม ว่า มุมตัช มาฮาล แปลว่า “อัญมณีแห่งราชวัง” พระมเหสีติดตามพระองค์แม้ในสนามรบ แนะนำพระองค์ในรื่องราชการของประเทศ และพระองค์ทางซาบซึ่งในน้ำพระทัยของพระมเหสียิ่งนัก พระนางทรงสิ้นพระชนม์หลังจากให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 การสิ้นพระชนม์ของนางทำให้พระเจ้าขาห์ ชหาน โศกเศร้าถึง 2 ทศวรรษ ราชสมบัติส่วนใหญ่หมดไปกับการการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของทั่งสองพระองค์
           พระองค์ถูกกักชังอยู่ถึง 8 ปี กรทั่งสวรรคต ตามตำนานกล่าว่าในวันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ทรงใช้เวลาทั้งวันกับการจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล และสิ้นพระชนม์ด้วยเคศษกระจกในกำมือ…พระเจ้าชาห์ ชหานถูกฝังในทัชมารฮาล เคียงข้างมเหสี..มีบางคนกล่าวว่าพระเจ้าชาห์ ชหาน มิได้ประสงค์ที่จะถูกผังร่วมกับพระมเหสี แต่พระองค์มีแผนการที่จะสร้างสุสานอีกแห่งด้วยหิอ่อนสีดำ เพื่อเป็นสุสานของพระองค์ แต่ผุ้รู้หลายท่านเชื่อว่าพระองค์ประสงค์จะถูกฝั่งเคียงข้างพระนางมุมตัช มาฮาล


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น