วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Power Approach

แนววิเคราะห์เชิงอำนาจ

  ความหมายของอำนาจ "คือ สมรรถภาพในความสัมพันธ์ของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นจากการตัดสิน และมีผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์"

 มิติ ของ อำนาจ
พิสัยอำนาจ คือ ชนิดของประเด็นปัญหาที่การตัดสินใจส่งผลไปถึง
ทรัพยากรอำนาจ แหล่ง สิ่งใดๆ ที่บุคคลหรือปัจเจกบุคคลนำมาใช้เพื่อให้เกิดอำนาจ
ความสามรถในการแผ่อำนาจ อำนาจสามารถขยายตัว หรือหดตัวได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพสังคมและ
                                       และระบบการเมือง   
การกระจายอำนาจ  คือ การจัดให้อำนาจแพร่ออกไปสู่มวลสมาชิกของสังคม

 ลักษณะ ของ อำนาจ
อำนาจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลมีความสัมพันธ์กันทางสังคมเท่านั้น
อำนาจทำให้เกิดการต้านทาน ลักษณะเช่นเราเรียกว่าการควบคุม
การใช้อำนาจไม่เกิดผลเสมอไป การใช้อำนาจแต่ละครั้งจะเป็นเพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น
เป็นทั้งความจริง และจินตนาการ
การบังคับ
ภาวะครอบงำ
ความต้องตาต้องใจ ความผูกพันทางจิตใจ

        การใช้อำนาจในทางการเมือง
มี ผู้กล่าวว่าอำนาจคือหัวใจของการเมือง การเมืองเป็นเรื่องการต่อสู้และแข่งขันชนิดหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ หรือ เืพื่ออุดมการณ์ อย่่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างพร้อมกัน
       วิธีทางการเมือง มีลักษณะสำคัญ อยู่สองอย่าง คือ เป็นกระบวนการที่ต้องตัดสินใจเลือกและเป็นกระบวนการของการขับเคี่ยวและต่อสู้
       "การตัดสินใจที่ทำให้ทุกคนในระบบการเมืองนั้นพอใจนั้นมีอยู่น้อย ทั้งการคากการณ์การล่วงหน้าว่าจะเกิดผลใดตามมานั้นเป็นเรื่องยาก นักการเมืองจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ผู้ไม่เห็นด้วย หรือผู้ไม่ปฏิบัติตามมติการตัดสินใจนั้นยอมรับให้มากที่สุด   การพยายามใช้อิทธิพลกับผู้อื่นทำในสิ่งที่ตนอยากให้ทำนี้ คือการใช้อำนาจ จึงมีผู้กล่าวว่าอำนาจคือหัวใจของการเืมือง"
 
   ผู้นำและอำนาจ
แนว คิดเรื่องผู้นำ-ผู้ตาม จะอิงอยู่กับอำนาจ อำนาจของผู้นำคือการกระทำที่ตอบสนองความต้องการของผู้ครองอำนาจ โดยการกระทำไม่ใช่ความปรารถนาของตนเอง แต่มาเห็นชอบในภายหลัง
   การใช้อำนาจบังคับในรูปแบบใช้กำลัง เป็นเครื่องชี้ถึงสภาพที่ ประชาชนในระบบการเมืองไม่มีความสอดคล้องต้องกันในเป้าหมายขั้นพืั้นฐาน
   การใช้กำลังบังคับแสดงถึงการไม่ปรารถนาจะปฏิบัติตามผู้ครองอำนาจดังนั้นการวิเคราะห์ในเชิงอำนาจส่วนหนึ่งจึงมักมุ่งไปที่"อิทธิพล"
   อำนาจที่ชอบธรรม คือ อำนาจหน้าที่ ซึ่งตรงข้ามกับอำนาจบังคับ ในการใช้อำนาจในทางการเมืองนักการเมืองจึงมุ่งที่สร้างความชอบธรรมในการใช้ อำนาจให้มากทีุ่สุด หรือกล่าวอีกนัยคือ นักการเมืองจะต้องทำอำนาจให้เป็นอำนาจหน้าที่ โดย
  ทำให้เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี คือให้ปฏิบัติตามจนเป็นความเคยชิน เช่น อำนาจของพระสงฆ์ อำนาจผู้สูงอายุ
  ทำให้เป็นกฎหมาย  เป็นวิธีที่ระบอบยอมรับ
  ทำให้มีลักษณะชอบด้วยเหตุผล
  การโน้มน้าวโดยบุคลิกลักษณะพิเศษ เช่น ฮิตเลอร์ เหมาเจ๋อตุง คานธี
อำนาจหน้าที่จึงประกอบด้วย
   บทบาทและตำแหน่ง
จุด อ่อนของการวิเคราะห์เชิงอำนาจนั้น คือ การวัดอำนาจว่าใครมีมากกว่าใคร และ การจำกัดความ คำว่าอำนาจ ซึ่งมีคำจำกัดความใกล้เคียงกับอิทธิพล และข้อจำกัด คือ ปัจจัยอันหลากหลายในสังคม และข้อสังเกตอิทธิพลซ้อนเร้นและอิทธิพลชัดแจ้ง

  อำนาจ และ อิทธิพล
อำนาจอันเกิดจากแหล่งอำนาจ ดังนี้
-อำนาจหน้าที่ เป็นอำนาจเกิดจาก กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ขนบประเพณี กฎหมาย ฯ ซึ่งบุคคลส่วนใหญ๋ในการยอมรับ
- อำนาจบังคับ เกิดจากใช้กำลัง ทั้งจากร่างกายและอาวุธ
- อำนาจในการให้รางวัลหรือลงโทษ ต้นกำเนิดอำนาจชนิดนี้อยู่ที่ทรัีพยากร หรือสิ่งมีค่าในสายตาของผู้ถูกใช้อำนาจ อำนาจในการลงโทษคือสิ่งที่ตรงข้าม
- อำนาจอ้างอิง อำนาจชนิดนี้เกิดจากผู้ถูกใช้อำนาจ ชอบและเกิดความศรัทธาในตัวผู้ใช้อำนาจ
- อำนาจในฐานะผู้เชี่ยวชาญ อำนาจชนิดนี้เกิดจากความรู้ คุณวุฒิ ความเชี่ยวชาญ

  อิทธิพล
    หมายถึงสัมพันธภาพระหว่างบุคคลในลักษณะทีฝ่ายหนึ่งได้กระทำการลงไปอันมีผล เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของตน
    โดยปกติอิทธิพลจะเกิดขึ้นโดยมีอำนาจหนุนหลัง ไม่ว่าจะมีอำนาจจริงหรือผู้ถูกใช้อิทธิพลเชื่อว่ามีจริง อิทธิพลจะเกิดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือทัศนคติของเป้าหมาย

 ลักษณะของอิทธิพล
ไม่มีอิทธิพล เช่น นายอำเภอสั่งให้ชาวบ้านรื้อเขื่อนที่ชาวบ้านสร้างขึ้นมา ชาวบ้านได้ยินแต่ไม่ทำตาม
อิทธิพลเบี่ยงเบน เช่น ลูกจ้างเรียกร้องให้ขึ้นเงินเดือนแต่นายจ้างกลับเพิ่มสวัสดิการให้
อิทธิพลทางบวก เช่น ลุกจ้างนัดหยุดงาน นายจาก สั่งให้ทำงานถ้าไม่ทำจะไล่ออก ลุกจ้างปฏิบัติตาม
อทิธิพลทางลบ เช่น ถ้าบอกลูกชายให้อยู่บ้านอ่านหนังสือในวันหยุด ลุกจะออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนใน    กรณีนี้มีอิทธิพลทางลบ

 วิธีการใช้อิทธิพล
   การใช้อิทธิพลในแง่อำนาจ
อำนาจ หน้าที่ การสร้างอิทธิพลโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ มีลักษณะไม่ขึ้นกับตัวบุคคล มักไม่มีผลกระทบเป้าหมายโดยส่วนตัว เว้นแต่ ผู้ใช้อำนาจจะเลือกปฏิบัติ
     อิทธิพลจากอำนาจหน้าที่นั้นมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ สิ่งสำคัญสองประการ คือ การยอมรับของบุคคลหรือเป้าหมายมีต่อกฎเกณฑN ประเพณี และหลักกาีรที่นำมาอ้าง
  การใช้อำนาจในการให้รางวัล และลงโทษ การสร้างอิทธิพลในรูปแบบนี้โดยอาศัยสิ่งที่มีคุณค่าในสายตาเป้าหมายมาเป็น แรงกระตุ้นให้เป้าหมายกระทำไปตามเจตนารมณ์ของผู้ใช้อำนาจ หรือ จะในรูปแบบภัยคุกคาม เช่นการ จะตัดเงินเดือน ฯ
   ถึงแม้ว่าการสร้างอิทธิพลในรูปแบบนี้จะมีผลต่อเป้าหมายอย่างมาก แต่ก็มีผลสะท้อนด้วย กล่าวคือ การให้รางวัลหรือลงโทษนั้นยอ่มขึ้นอยู่กับการปฏิบัติงานของเป้าหมาย ซึ่งควรจะให้ร่างวัล หรือลงโทษ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีมาตรวัดทางวัตถุ การสร้างอิทธิพลในรูปแบบนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ใช้อำนาจและเป้าหมายโดยตรง คือ เกิดจากการชอบพอเป็นการส่วนตัว หรือ เกิดจากการเกลียดชัง เป็นต้น
  การใช้กำลัง  เป็นวิธีการสร้างอิทธิพลด้วยวิธีรุนแรง หรือ คุกคามว่าจะใช้วิธีรุนแรง จะใช้วิธีนี้เมือไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่า
  การใช้อำนาจอ้างอิง วิธีการสร้างอิทธิพลรูปแบบนี้ เป็นในแบบชักชวนมากกว่าคุกคาม จุดสำคัญอยู่ที่เป้าหมายและสิ่งอ้างอิง อาจเป็นผู้ใช้อำนาจ หรือผู้อื่นก็ได้ เป็นเรื่องที่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว

      โครงสร้างอำนาจ
โครงสร้างอำนาจแบบชนชั้นนำนิยม
    แนวคิดพื้นฐานทีว่า ในแต่ละสังคมประกอบด้วย ชนชั้นนำ และปวงชน ชนชั้นนำนั้นมีอำนาจมีน้อย ปวงชนเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมแต่ไม่มีอำนาจ คำกล่าวของนักสังคมชาวอิตาลี "ทุกๆคนล้วนถูกปกครองโดยชนชั้นนำ ที่ประชาชนเลื่อกขึ้นมา" ทรรศนะแนวคิดของชนชั้นนำนิยม เชื่อว่าจะต้องมีคนหรือกลุ่มคนที่เป็นผู้ตัดสินใจแทนคนหมู่มาก ซึ่งเป็นมาแต่โบราณ ชนชั้นนำเป็นผู้ตัดสินใจแทนคนหมู่มากเสมอ การที่จะอธิบายระบบสังคมในเป็นที่เข้าใจอาจทำได้โดย พิจารณาว่าบุคคลในสังคมมีความแตกต่างกัน ในด้าน สถานภาพ เกียรติภูม และอิทธิพลที่มีต่อบุคคลอื่นในสังคม
  แนวคิดแบบชนชั้นนำนิยม ถือว่าโครงสร้างด้านสถานภาพเป็นกลุ่มของชั้นทางสังคม ในกรอบแนวคิดเช่นนี้จึงถือว่าปัจจัยต่างๆ ที่มาเป็นตัวกำหนดสถานภาพอย่างหนึ่งสูง อย่างอื่นก็จะสูงไปด้วยและมองว่าสังคมต่างๆ แบ่งเป็นชนชั้น อันประกอบด้วย ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นตำ่


โครงสร้างอำนาจแบบพหุนิยม
แนวคิดแบบพหุนิยม ถือว่าอำนาจเกิดขึ้นจากการเข้ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ บุคคลจะมีอำนาจก็ต่อเมืองเขาได้เข้ามีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจอย่างใดอย่าง หนึ่งเท่านั้น การครองตำแหน่งในสถาบันสังคมถือว่าเป็น"ศักยภาพ"ที่จะมีอำนาจเท่านั้น แต่อำนาจจะไม่เกิดขึ้นจริง จนกว่าเขาจะตัดสินใจ...
 

Public policy

นโบายสาธารณะ คือ สิ่งที่รัฐบาลเลือกที่จะทำ และไม่ทำ นโยบายสาธารณะและการตัดสินใจจึงแยกกันไม่ออก
 - เป็นการปฏิบัติการที่มีเป้าหมาย
 - มิใช่การตัดสินใจแต่อย่างเดียวแต่เป็นการปฏิบัติตามนโยบายด้วย เพื่อให้บรรลุผลของนโยบายนั้น โดยเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
 - เป็นสิ่งที่รัฐบาลปฏิบัติอยู่ในขณะนั้น มิใช้เพียงสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำ
 - เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลตัดสินใจว่าจะทำ
 - การใช้อำนาจบังคับ ตามนโยบายที่รัฐออกมา โดยการออกกฎหมาย ่หรือระเบียบ หรือคำสั่ง

กระบวนการนโยบายเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกทั้งตัวบุคคล แลุ่มผลประโยชน์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคม กระบวนการนโยบายสาธารณะเป็นหระบวนการทางจริยธรรมเกี่ยวข้องกับปัจจัยและกระบวนการสำคัญโดยเรื่อตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การบริหารนโยบายแารประเมินผลนโยบายและการเลิล้มนโยบาย
         องค์ประกอบของนโยบายสาธารณะจะประกอบด้วยปัจจัยสำคัญคือ ตัวนโยบาย สภาพแวดล้อม
ของนโยบายและผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบาย

สภาพแวดล้อม การเมือง เศรษฐกิจ สังคม โลกาภิวัฒน์
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ประชาชน นักการเมือง  ข้าราชการ  นักธุรกิจ  กลุ่มผลประโยชน์
นโยบายสาธารณะ

การก่อรูปของนโยบายสาธารณะ
ปัญหา  - ปัญหาเฉพาะบุคคล
             - ปัญหาเฉพาะกลุ่ม
             - ปัญหามหาชน
ประเด็นปัญหาสังคม  
             - ปัญหาความขัดแย้ง
             - หาทางแก้ปัญหา
ระเบียบวาระสังคม
              - คนรับรู้และเกี่ยวข้อง
              - รัฐควรเข้าแก้ไข
ระเบียบวาระรัฐบาล
นโยบาย

ในสังคมไทยขั้นตอนในการกำหนดนโยบายที่่จัดเป็นขั้นตอนของการนำเข้ามีความสำคัญน้อย เพราะส่วนใหญ่ข้าราชการและคณะผู้บริหารจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและตัดสินนโยบาย ข้อเสนอของรัฐส่วนใหญ่จึงมาจากข้าราชการและตัดสินนโยบายโดยข้าราชการ การนำนโยบายไปกฏิบัติและการประเมินผลการปฏิบัติงานจึงดำเนินการโดยข้าราขการและระบบราชการเป็นสำคัญ
     ปัญหาที่ตามมาคือปัญหาในด้านประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ปัญหาประสิทธิผลคือการแก้ปัญหาไม่ตรงตามเป็าหมายที่ประชาชนต้องการเพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ส่วนปัญหาประสทิธิภาพคือขาดตัวชี้วัดจากประชาชนเพราะไม่มีหน่วยงานติดตามควบคุมการปฏิบัติงานของข้าราชการ เมื่อไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพของการดำเนินงานในกิจกรรมของรัฐบาลได้ ต้นทุนการบริหารจัดการจึงสูง งบประมาณทั้งหมดมาจากภาษีของประชาชนแต่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบการดำเนินงานได้ ...

ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับภาครัฐและภาคเอกชนในโครงการของภาครัฐ
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหายโครงการมีสาเหตุจากปัญหาหลายประการ ที่สำคัญประการหนึ่งคือประชาชนไม่สนับสนุนโครงการหรือนโยบายอันเนื่องมาจากขาดการประชาสัมพันธ์โครงการหรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการเป็นต้ัน กรณีตัวอย่างอาทิ กรณีโครงการเขื่อนน้ำโจน จ.กาญจนบุรี กรณีเขื่อนปากมูบ จ.อุบลราชธานี ชี้ให้เห็นว่าการวางแผนจัดทำโครงการที่ไม่คำนึงถึงความต้องการของประชาชน ความคิดเห็นของประชาชนหรือของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใในโครงการของรัฐ เมื่อโครงการเกิดขึ้นประชาชนจึงได้รับรู้ถึงผลกระทบและมัสร้างความสับสน และความไม่เข้าใจรวมทั้งไม่พอใจ ไม่สนับสนุนโครงการและนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างภาคประชาชกับภาครัฐ หรือภาคเอกชนผู้รับผิดชอบโครงการ

กระบวนการนโยบายสาธารณะจากการมีส่วนร่วม Participatory Public Policy Process
รูปแบบแรก คือ กระบวนการนโยลายสาธารณะที่กำหนดขึ้นจากแกนนำที่เป็นตัวแทนประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายแทนภาคประชาชน
รูปแบบสองคือกระบวนการนโยบานสาธารณะจำกภาคประชาชนที่รวมตัวกันในรูปของประชาคมร่วมกำหนดปัญหา ประเด็นนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในสังคมวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนเนื่องมาจากกระบวนการนโยบายจากแกนนำภาครัฐไม่สามารถตอบสนองการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมเป็นกระบวงนการกำหนดนโยบายจากรากแก้วจากความรู้และกระบวนการเรียนรู้ในภาคปฏิบัติ

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Vinaya

เมื่อกล่าวถึงผู้หญิงหรือสตรีนั้นเมื่อจะทำ หรือกระทำสิ่งใดๆ อย่างที่บุรุษกระทำและปฏิบัตินั้น ย่อมมีพิธี กฎระเบียบที่เคร่งครัดและ รัดกุม มากกว่า บุรุษ จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ การที่จะให้ผู้หญิงหรือสตรีเพศกระทำและปฏิบัติได้เฉกเช่นชายนั้น กระบวนการและวิธีการจำต้องมีวิธีการที่มากกว่าและยุ่งยากกว่าชาย
 เมืืือครั้งสตรีขอบวชในบวรพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธในครั้งแรกทรงไม่อนุญาค แม้จะปลงผมห่มผ้าไตร พระพุทธองค์ก้ไม่ทรงอนุญาต
  กระทั้งพระอานนท์เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวและไถ่ถามเมืองทราบเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจึงเข้าเฝ้าพระศาสดา ทูลขอให้ผู้หญิงบวชในพระธรรมวินัยหลายครั้ง หลายหน พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงอนุญาติจนในที่สุดพระอานนท์จึงทูลถามว่า
 พระอานนท์: พระองค์ผู้เจริญ ผู้หญิงถ้าได้บวชในพระธรรมวินัยแล้ว ควรจะทำมรรคผลให้แจ้งได้หรือไม่?
 พระสัมมาสัมพุทธะ: ควร อานนท์
 พระอานนท์ : ถ้าควร พระนางมหาปชาบดีโครมีซึ่งเป็นน้านางของพระองค์ มีอุปการะมาก เมื่อพระชนนีของพระองค์สวรรคตแล้ว ได้เป็นผู้เลี้ยงและถวายนมมา ของผู้หญิงพึงได้บวชในพระธรรมวินัยนี้เถิด
 พระสัมมาสัมพทธ : หากยอมรับครุธรรม 8 ประการ ข้อนั้นจงเป็นอุปสัมปทาของนางเถิด

 พระศาสดา : อานนท์ ถ้าผู้หญิงจักไม่ได้บวชในพระธรรมวินัยนี้แล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน เพราะผู้หญิงได้บวชแล้ว พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่นาน เหมือนตระกูลอันใดอันหนึ่งที่มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ตระกูลน้นโจรกำจัดได้ง่าย อีกย่างอหนึ่งเหมือนขยอก (หนอนชนิดหนึงกินต้นข้าว)ที่ลงในนาข้าวสาลีที่บริบูรณ์ แฃะเพลี้ยที่ลงในไรอ้อย ทำให้ข้เาวสาลีในนาแฃอ้อยในไร่เสียไปไม่ตั้งอยู่นานได้ เราบัญญัติครุธรรม 8 ประการนี้ ไม่ให้ภิกษุณีก้าวล่วงตลอดชีวิต เหมือนดังบุรุษกั้นทำนบแห่งสระกั้นนั้ำไม่ให้ไหลออกฉันนั้น

    ครุธรรม 8 ประการ
ภิกษุณีแม้บวชนานกว่า จะต้องกราบไหว้  ทำสามีจิกกรรมแม้ภิกษุผู้บวชในวันนั้น
ภิกษุณีอย่าพึงอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ
ภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ ถามวันอุโบสถ (วันพระ) และ สอง เข้าไปฟังคำสังสอนของภิกษุทุกกึ่ง        
     เดือน
ภิกษณีอยู่พรรษาแล้วต้องปาวรณาด้วยสงฆ์ทั้งสองฝ่าย
ภิกษุณีเมือต้องอาบัติหนัก ต้องประพฤติมานัติในสงฆ์ทั้งสองฝ่าย
ภิกษุณีต้องแสดงอุปสัมปทาในสงฆ์ทั้งสองฝ่าย
ภิกษุณีอย่าพึงด่า อย่งพึงเพิดเพ้ยต่องภิกษุด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปห้ามภิกษุณีว่ากล่าวภิกษุให้ภิกษุว่ากล่าวภิกษุณีฝ่ายเดียว

  จะเห็นว่าเป็นกรรมที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับผู้หญิงที่จะเข้ามาบวชในพุทธศาสนา และแม้บวชแล้วศีลต่างๆ ของภิกษุณีนั้นไม่ใช่เรีือ่งง่ายๆ เลยที่เดียว ศีลภิกษุณีมีมากกว่าของภิกษุ คือ ถือศีลในฝ่ายภิกษุด้วย คือ 227 ข้อ และถือของฝ่ายภิกษุณีรวมเป็น 311 ข้อ

ตัวอย่างศีลฝ่ายภิกษุณี ที่เป็นศึลที่ทำใ้ห้ขาดจากความเป็นภิกษุณีหาทำการล่วงละเมิด  อาทิ ห้ามภิกษุณียินดีการจับต้องของชายที่บริเวณใต้รากขวัญ(ไหปลาร้า)ลงมาเหนือเข่าขึ้นไป หากล่วงละเมิดต้องอาบัติปาริก
ห้ามภิกษุณีปกปิดโทษของภิกษุณีผู้ต้องอาบัติปาราชิก....
ห้ามภิกษุณีประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม....
ห้ามภิกษุณียินดีกรณี 8 อย่าง เช่น ยินดีการที่ชายจับต้องมือ เป็นต้น หายินดีครบทั้ง 8 กรณี ต้องอาบัติปาราชิก ....

จะเห็นได้จากเหตุการณ์ตั้งแต่การเข้าทูลขอบวชสตรีในพระธรรมวินัยนั้นแล้วใช้ว่าผู้หญิงไม่สามารถบรรลุธรรมอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา แต่การบรรลุของสตรีจะต้องอยู่ในกรอบอันเคร่งครัดหากมองตามครุธรรม แปดนั้นคือจะต้องอยู่ในความดูแลของภิกษุ..


นั้นเป็นเรื่องราวเมื่อสมัยพุทธกาลขยับเข้าใกล้หน่อยในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นความเป็นหวงเป็นใยในสตรีเพศโดยการอบรมสั่งสอนโดยบุรุษมีให้เห็นอาทิสุภาษิตสอนหญิง ซึ่งจะมองเป็นในด้านประเพณีวัฒนธรรม หรือระบบจารีต ก็แล้วแต่ ล้วนเป็นกฎเกณฑ์ที่จะต้องระมัดระวังรวมถึงปฎิบัติตาม ตัวอย่าง


    ขอเจริญเรื่องตำรับฉบับสอน    ชาวประชาราษฎรสิ้นทั้งหลาย
อันความชั่วอย่าให้มัวมีระคาย       จะสืบสายสุริยวงศ์เป็นมงคล
ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักติ์              บำรุงกายไว้ให้เป็นผล
สงวนงามตารระบอบให้ชอบกล     จึงจะพ้นภัยพาลการนินทา
เป็นสาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด         ก็หมายมาดเหมือนมณีอันมีค่า
แม้นแตกร้าวรานร่อยถอยราคา       จะพลอยพาหอมหายจากกายนาง
อันตัวตำ่แล้วอย่าาทำให้กายสูง     ดูเยี่ยงยูงแววยังมีที่หวงหาง
ค่อยเสงี่ยมเจียมใจจะไว้วาง           ให้ต้องอย่างกริยาเป็นนารี


     จะนุ่งห่มดูพอสมศักดิ์สงวน         ให้สมควรรับพักตร์ตามศักดิ์ศรี
จะผัดหน้าทาแป้งแต่างอินทรีย์         ดูฉวีผิวเนื้ออย่าเหลือเกิน
จะเก็บไรไว้ผมให้สมพักตร์                บำรุงศักดิ์ตามศรีมิให้เขิน
เป็นสภาพราบเรียบแลเจริญ              คงมีผู้สรรเสริญอนงค์ทรง
ใครเห็นน้องต้องนิยมชมไม่ขาด       ว่าฉลาดแต่งร่างเหมือนอย่างหงส์
ถึงรูปงามทรามสงวนนวลอนงค์        ไม่รู้จักแต่งองค์ก็เสียงาม.....


      อันที่จริงหญิงชายย่อมหมายรัก          มิใช่จักตัดทางที่สร้างสม
แม้จักรักรักไว้ในอารมณ์                           อย่ารักชมนอกหน้าเป็นราคี
ดังพฤกษาต้องวายุพัดโบก                       เขยื้อนโยกก็แต่กิ่งไม่ทิ้งที่
จงยับยั้งช่างใจเสียให้ดี                            เหมือนจามรีรู้จักรักษากาย
อันตัวนางเปรียบอย่างปทุเมส                  พึงประเวศผุดพ้นชลสาย
หมอผกาเกศรขจรขจาย                           มิได้วายภุมรินถวิลปอง
ครั้นได้ชมสมจิตพิศวาส                           ก็นิราศแรมจรัลผันผยอง
ไม่อยู่เฝ้าเคล้รสเที่ยวจดลอง                   ดูทำนาองใจชายก็คล้ายกัน
แม้นชายใดหมายประสงค์มาหลงรัก         ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น
อันความรักของชายนี้หลายชั้น                 เขาว่ารักรักนั้นประการใด
จงพินิจพิศดูให้รู้แน่                                   อย่าทำแต่ใจเร็วจะเหลวไหล
เปรียบเหมือนคิดปริศนาอย่าไว้ใจ             มันมักไพล่แพลงขุมเป็นหลุมพราง
อันแม่สื่ออย่าได้ถือเป็นพรรทัด                 สารพัดเขาจะพูดนี้สุดอย่าง
แต่ล้วนดีมีบุญลูกขุนนาง                           มาอวดอ้างให้อนงค์หลงอาลัย  
................                
   
          เป็นสตรีสุดีแต่เพียงผัว                   จะดีชั่วก็ยังกำลังสาว
ลงจนสองสามจือไม่ยือยาว                      จะกลับหลังอย่างสาวสิเต็มตรอง
ถ้าคนดีมิได้ช้ำระยำยับ                              ถึงขัดสนจนทรัพย์ไม่เศร้าหมอง
คงมีผู้ชูช่วยประคับประคอง                       เปรียบเหมือนทองธรรดาราคามี
ถ้าแม้นตัวชั่วช้ำระยำแล้ว                          จะปัดแผ้วถางฝืนไม่คืนที่
เหมือนทองแดงแฝงเฝ้าเป็นราคี                ยากจะมีผู้ประสค์จำนงใน    
จงรักตัวอยาให้มัวราคีหมอง                       ถือทำนองแบบโบราณ ท่านขานไข
อย่าเอาผิดมาเป็นชอบประกอบใจ              จงอยู่ในโอวาทญาติวงศ์

........................


     จงรักนวลสงวนนามห้ามใจไว้                อย่าหลงไหลจำคำที่ร่ำสอน
คิดถึงหน้าบิดาและมารดร                           อย่ารีบร้อนเร็วนักมักไม่ดี
เมื่อสุกงอมหอมหวานจึงควรหล่น               อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่
อย่าชิงสุกก่อนห่มไม่งามดี                          เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์
อย่าคิดเลยถูเชยคงหาได้                            อุตส่าห์ทำลำไพ่เก็บประสม
อย่าเกียจคร้านงานสตรีจงนิยม                   จะอุดมสินทรัพย์ไม่อับจน.....
    
                                 








วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Structural-Functional Approach

แนวการวิเคราะห์โครงสร้าง-หน้าที่
  เป็นการวิเคราะห์ระบบโดยอาศัยกิจกรรมหน้าที่และระบบเป็นเกณฑ์ โดยสนใจปัญหาที่ว่า โครงสร้างใด ทำหน้าที่อะไร และภายใต้อะไรในระบบหนึ่งๆ กล่าวคือ เป็นการอธิบายและทำนายความจริงในสังคม จากการศึกษาโครงสร้างหน้าที่ขบวนการและกลไกในสังคมนั้นๆ โดยจุดหมายหลักคือการค้นหากฎเกณฑ์ของหน้าที่ทางสังคม โดยเฉพาะในแง่ที่ว่า โครงสร้างรูปธรรมทั้งหลายในสังคมปฏิบัิติหน้าที่อย่างไร รูปแบบของโครงสร้างต่างๆ บำรุงรักษาให้คงอยู่ได้อย่างไร โครงสร้างและหน้าที่ในหน่วยต่างๆ ช่วยบำรุงรักษาระบบอย่างไร โดยมีสมมติฐานมีดังนี้คือ
   - พิจารณาว่าสังคมเป็นส่วนเดียว
   - พิจารณาว่าสังคมมีส่วนประกอบหลายหน่วย
   - ในสังคมย่อยมีเป้าหมายกว้างๆ และสมาชิกในสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่พึงประสงค์

แนววิเคาะห์แบบโครงสร้างหน้าที่สะท้อนให้เห็นลักษณะกิจกรรมทางการเมืองทั้งระบบว่ามีโครงสร้างและหน้าที่อย่างไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทั้งนี้ผู้ที่ทำการศึกษาอาจเน้นตามแนววิเคราะห์นี้ที่มีนักทฤษฎีมากมายได้ทำการศึกษา ซึ่งผู้ศึกษาอาจให้ความสำคัญแตกต่างกัน

  งานเขียนที่มีอิทธิพลต่อนักรัฐศาสตร์โดยเฉพาะ สาขาการเมืองเปรีียบเทียบ คือ ผลงานของแกเบียล อัลมอนด์ เนื่องจากพื้อฐานการมองระบบการเมืองโดยพิจารณาโครงสร้าง หน้าที่ประกอบกันไปและนำเอาวัฒนธรรมทางการเมืองมาเกี่ยวข้องรวมอยู่ด้วย ทำให้สามาถเปรรยบเทียบการเมืองหนึ่ง ๆ กับการเมืองอื่นๆ ได้อย่างเห็นข้องแตกต่าง โดยอาศัยกรอบการวิเคราะห์เดียวกัน

  การวิเคราะห์หน้าที่ของระบบการเมืองนี้ก็เป็นวิธีการศึกษาโดยอาศัยกจิกรรมหน้าทที่ของระบบเป็นเกำณฑ์  ระบบการเมืองแต่ละระบบจะประกอบด้วย หน้าที่ ของระบบการเมืองระบบการเทืองทุกระบบมีหน้าที่อะไรบ้างที่ต้องทำและแจกแจงว่ามีหน้าที่ใดเป็ฯหน้าที่ท้างด้าน input และปัจจัยใดเป็ฯปัจจัยทางด้าน  output เท่ากับเป็นการเน้นว่าหน้าที่ต่าง เป็ฯหน้าท่ีซึ่งระบบการเมืองจะต้องกระทำ แต่โครงสร้างใดสถาบันใดจะเป็นผู้กระทำหน้าที่นั้น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างกันไปในแต่ละสังคม คือ หน้าที่เป็นตัวยืน ส่วนโครงสร้างนั้นเป็นตัวแปรผันไปตามลักาณะของแต่ละสังคม โครงสร้างที่กระทำหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใดอาจแตกต่างไปจากสังคมอื่นก็ได้ โดยมิได้แสดงว่าระบบสังคมหรือระบบการเมืองของสังคมนั้นมีข้อด้อยในตัวของมันเองแต่อยางใด
  หน้าที่ในการนำเข้าสู่ระบบการเมือง input ได้แก่
- การกล่อมเกลาและเลือกสรรทางการเมือง
- การเรียกร้องผลประโยชน์
-  การรวบรวมจัดระบบผลประโยชน์
- การสื่อสารทางการเมือง
      หน้าที่ในการนำออกจากระบบการเมือง
- การสร้างกฏระเบียบ
- การนำกฏระเบียบไปใ้ช้
- การตีความ /ตัดสินใจความในกรณีต่าง ๆ
       ความสามารถของระบบ
- ความสามารถในการ ควบคุมสมาชิกในสังคม
- ความสามารถในการดึงทรัพยากรมาใช้
- ความสามารถในกาตจัดสรรทรัพยากร หรือสิ่งที่มีคุณค่าในสังคม
- ความสามารถในการสร้างผลผลิตเชิงสัญลักษณ์
- ความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของระบบ

หน้าที่ในการนำเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง (input)
    1 การกล่อมเกลาหรือการให้การเรียนรู้ทางการเมืองและการสรรหาคนเข้าระบบ คือการที่สภาบันต่อง ๆ ของสังคม ร่วมกันปลูกอบรมสั่งสอนให้สมาชิกของชุมชนการเมืองมีค่านิยม ทัศนคติ ความจงรักภักดีต่อระบบสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่ตนเป็ฯสมาชิกอยู่ ซึ่งกระบวนการนี้เป็นหลักประกันที่สำคัญที่จะให้สมาชิกของชุมชนการเมืองมีความจงรักภักดี มีความรู้สึกนึกคิดใกล้เคียงกัน ทั้งนี้เืพ่อให้สังคมและระบบการเมืองนั้นมีความาั่นคง มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาและความขัดแย้งหรือความระสำ่ระสาย ซึ่งอาจถึงขั้นทำลายระบบการเมืองทั้งหมด
  - กระบวนการกล่อมเกลาทางการเมืองมี 3 ขั้นตอน
      การให้การเรียนรู้ที่เจตนาให้สมาชิกชุมชนได้เข้าใจว่าตนเป็นใคร
      การให้เรียนรู้ที่มุ่งจะสร้างความรู้ึสึกผูกพันทางอารมณ์ต่อวัตถุทางการเมือง เช่น ผูกพันต่อธงชาติฯ
      การประเมินและการมีพฤติกรรม เช่น เมื่อเกิดสึกสงครามก็อาสาเข้าเป็นทหารฯ
  - กระบวนการกล่อมเกลาทางการเมือง  คือระบบราชการนั้นยึดหลักใหญ่ๆ คือ
      หลักความสามรถ และ หลักชาติกำเนิด ซึ่งมีความสัมพันกันที่ว่า แม้จะมีความสามารถแค่ไหน แต่จะต้องเข้าระบบได้ ซึ่งระบบส่วนใหญ่ต้องการรับคนที่มีค่านิยม แนวคิดความภักดีแบบที่ระบบตอ้งการ
    2 การแสดงออกซึ่งผลประโยชน์หรือการเรียกร้องผลประโยชน์ คือ การแสดงออกต่อระบบการเมืองว่า ต้องการให้ระบบการเมืองตอบสนอง เช่น การยื่นคำร้องทุกข์ การเรียกร้องผ่านสื่อ การเรียกร้องโดยการแสดงออกในทางลบ  เช่น การประท้วง ในทุกระบบการเมืองจะต้องมีการแสดงออกซึ่งผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดรูแบบหนึ่งก็ตาม แต่ในสังคมที่เจริญแล้ว การแสดงออกมักจะออกมาในรูปการจับกลุ่ม หรือที่เรียกว่า "กลุ่มผลประโยชน์"
    กลุ่มผลประโยชน์นั้นถ้ามองในแง่โครงสร้างจะมี 4 กลุ่มคือ
          -กลุ่มผลประโยชน์ในสถาบัน
          - กลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่ได้อยู่ในรูปสมาคม
          - กลุ่มผลประโยชน์ที่รวมตัวกันชั่วคราว
          - กลุ่มผลประโยชน์ที่ตั้งเป็นสมาคม
    3 การรวบรวมผลประโยชน์ ได้แก่การที่นำเอาการเรียกร้องประเด็นที่ชัดเจนนำมาเป็นนโยบายเพื่อเพิ่มน้ำหนักในการเรียกร้อง กลุ่มที่ทำหน้ารวบรวมผลประโยชน์ทีเห็นได้ชัด คือ พรรคการเมือง
  การผนวกการเรียกร้อง ในมุมหนึ่งเท่ากับทำหน้าที่รักษาประตู (gate keeper) เพื่อไม่ให้การข้ามจจากนอกระบบการเมืองไปสู่ระบบการเมืองตามแนวทางระบบมีมากเกินกว่าเหตุ

    4 การสื่อสารทางการเมือง ในระบบการเมืองหรือในแนวทางระบบนั้น ข้อมูลย้อมกลับก็มาจากการสื่อสารซึ่งแบบแนวโครงสร้างปน้าที่ก็จำเป็นต้องมีข้อมูลย้อนกลับเช่นเดียวกัน การสื่อสารในแนวทางโครงสร้างหน้าที่คือการแสดงหน้าที่คือการแสดงออกซึ่งผลประโยชน์ หรือการเรียกร้องผลประโยชน์ วิธีการสื่อสารทางการเมือง
        - การสื่อสารโดยผ่านสภาบันทางการเมือง เช่น ระบบราชการ
        - การสือสารโดยผ่านสื่อสารมวลชน
        - การสื่อสารโดยผ่านกลุ่มผลประโยชน์หรือพรรคกการเมือง
        - การสื่อสารโดยการเรียกร้องโดยตรง
        - การเรียกร้องโดยสัญลักษณ์ เช่น การประท้วง
  การสื่อสารทางการเมืองมีผลโดยตรงต่อประสิทธภาพของการปฏิบัตินโยบายของระบบการเมืองเพราะการเมืองที่มีข่าวสารข้อมูลจากการสื่อสารครบถ้วย การแก้ปัญหาหรือการตอบสนองต่อการเมืองขาดตกบกพร่องหรือได้รับข่าวสารที่บิดเบื่อน จะทำให้เกิดนโยบายที่ผิดพลาด ซึ่งมีผลทำให้ระบบสามารถตอบสนองความต้องการหรือการเรียกร้องผลประโยชน์สำฤทธิ์ผลไ้ด้



วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Interest

เมื่อกล่าวถึงผลประโยชน์ในทางการเมืองย่อม ต้องกล่าวถึงพรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดสรรประโยชน์ และปกป้ิองรวมทั้งเรียกร้องในประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของกลุ่ม หรือพรรค หรือพวกพ้อง พรรคการเมืองและ กลุ่มผลประโยชน์ แม้จะมีความเกี่ยวข้องกันแต่เป้าหมายในทางการเมืองนั้นต่างกัน

พรรคการเมืองมีหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างประชาชนและองค์กรของรัฐ โดยกลุ่มผลประโยชน์ทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางระหว่างประชาชนกับพรรคการเมือง

พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างก็เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความสำคัญต่อการเมือง และกระบวนการทางการเมืองทั้งสองสถาบันนี้มีหน้าที่เชื่อมโยงกั โดยที่กลุ่มผลประโยชน์มีบทบาทในการเรียกร้องร้องหรือแสดงออกซึ่งผลประโยชน์ ส่วนพรรคการเมืองมีบทบาทในการนำข้อเียกร้อง หรือการแสดงออกซึ่งผลประโยชน์ นั้นนำเสนอต่อรัฐบาล

แตกต่างกันตรงที่พรรคการเมืองต้องการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยที่กลุ่มผละประโยชน์ไม่ต้องการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล เพียงแต่ต้องการมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจหรือนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลสนองตอบต่อข้อเรียกร้องหรือความต้องการของตน ปรทเศไทยกลุ่มผลประโยชน์ที่มีบทบาทมากจะเป็นกลุ่มที่มี บทบาททางเศรษฐกิจ เช่น สภาหอการค้อแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ เป็นต้น

ผลประโยชน์ในทางการเมืองไม่ได้มาในรูปของเงินหรือกำไรขาดทุน อาจจะมาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้หากจัดสรรไม่ทั่วถึงกับผู้ที่ให้การสนับสนุนหรือ ขัดกับผู้สนับสนุนพรรคย่อมเกิดปัญหาตามมาไม่อย่างใดก็อย่่างหนึ่ง
ประเทศโลกที่ 3 ทั่วไปมีลักษณะที่องค์การทางผลประโยชน์มีอิทธิพลเหนือพรรคการเมือง และหรือความสัมพันธ์ที่ไม่เปิดเผยระหว่างพรรคการเมืองกับกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
กลุ่มผลประโยชน์ มีความหมายใกล้เคียงกับกลุ่มอิทธิพล คำสองคำนี้อาจใช้แทนกันได้ ในความหมาเดียวกัน
เมื่อพิจารณาตามหลักความเป็นจริงจากพฤติกรรมแล้วเป็นการรวมตัวของกลุ่มชนที่มีผลประโยชน์ได้ยึดถือเอาแนวอาชีพเดียวกันเป็นหลัก เมื่อการรวมตัวกันดำนินิไปได้ด้วยดี มีการจัดองค์การที่ดี มีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะสามารถสร้างพลังและเปลี่ยนแปลงกลายเป็นหลุ่มที่มีอิทธิพล และอำนาจ เหนือรัฐบาล เหนือผุ้บริหารประเทศ พลังอำนาจทีว่านี้รวมถึงจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมในกลุ่มด้วย
วิธีดำเนินกรของกลุ่มผลประโยชน์นั้นสามารถกระทำได้ในระดับต่าง ๆ กัน เช่น การบีบบังคับโดยตรงต่อหน่วยงานของรัฐ ต่อคณะรัฐมนตรี ต่อสมาชิกรัฐสภา ต่อเจ้าหน้าที่ขั้นสูงของรัฐเพื่อสร้างความกดดันแก่ผุ้บริหารของรัฐโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือนอกจากนี้ยังมีวิธีการบีบบังคับโดยทางอ้อม ดังนั้นคำว่า การใช้วิธีการบับบังคับจึงเกี่ยวข้องกับอิทธิพลเกี่ยวข้องกับอำนาจบังคับอันเป็นผลทำใ้ห้กลุ่มผลประโยชน์พยายามแสวงหาหรือสร้างอิทธิพลและอำนาจเพื่อที่จะได้ดำเนินการรักษาผลประโ่ยชน์ของกลุ่มได้ตามเป้าหมาย

ลอบบี้ยิสต์
ล็อบบีคือระเบียบงของรัฐสภาในกรุงวอชิงตัน
ล็อบยี้จะมีความหมายไปในทาง ชักชวน จูงใจโน้มน้าว และผลักดัน
ล็อบบี้คือการใช้อิทธิพลทางการค้าทางธุรกิจ บีบบัีงคับให้สมาชิกรัฐสภา ปฏิบัติตามความต้องการ
ล็อบบี้เป็นสถานที่(เฉลียง)ที่พบปะระหว่างตัวแทนธุรกิจใหญ๋ ๆ สมาชิกรัฐสภาหักการเมือง และเจ้าหน้าที่บริหารชั้นสูงของรัฐบาลอเมริกัน
ล็อบบี้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา คือ สมคมไรเฟิลแห่งชาติ สมาคมนี้สามารถยับยั้งมิให้ร่างรัฐบัญญัติควบคุมอาวุธปืน ผ่านรัฐสภาโดยสมาคมนี้ได้ทำการชักจูงโน้มน้าว หรือล็อบบี้สมาชิกรัฐสภาบางส่วนให้คัดค้าน กฎหมายฉบับนี้ได้ถึง14 ครั้ง นอกจานี้ยังมีร่างกฎหมายหลายฉยบับที่ถูกยับยัเงโดยวิธีการล็อบบี้...
กฎหมายหลายฉบับไม่สามรถผ่านรัฐสภาไปได้เนื่องจากผลการปฏิบัิติการของพวก "ระเบียงชน"หรือล็อบบี้ยิสต์เหล่านี้..

จากคำกล่าวที่ว่า"การเมืองเป็นกิจกรรมที่มีจุดสนใจอยู่ที่การแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการแข่งขันกันในระดับบุคคลต่อบุคคล กลุ่มบุคคลต่อกลุ่มบุคคล และสังคมต่อสังคม " การเมืองเป็นเป็นพฤติกรรมของมนุษย์อย่างหนึ่ง ทีสืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ของมนุษย์ในแง่ของอำนาจ เช่นการแสวงหาอำนาจ การใช้อำนาจ หรือิทธิพลเพื่อแสงหาผลประโยชน์ สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และการเมืองจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เสมอ ไม่ว่าจะป็นผลประโยชน์เฉพาะบุคคล หรือกลุ่มบุคคล หรือประเทศชาติก็ตา ม
อับราฮัมส์ เอช มาสโลว์ นักวิชาการจิตวิทยาได้ศึกษาถึงความต้องการของมนุษย์ ซึ่งพบว่ามนุษย์มีความต้องการจากขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงขั้นสูงสุด เรียงลำดับดังนี้
- ความต้องการทางร่างกาย
-ความต้องการความปลอดภัย
-ความต้องการความรักและความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
-ความต้องกรเกียรติยศ
-ความต้องการที่จะเป็นบุคคลโดยสมบูรณ์
ดังนั้น มนุษย์มีการรวมกลุ่มกันด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการคือ
เป็นความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการเป็นส่วยหนึ่งของสังคม และ เป็นควาต้องการที่มีอำนาจหรืออิทธิพลในทางการเมือง ที่จะได้รับผลประโยชน์มาสู่กลุ่มของตนเอง ดังนั้น กิจกรรมทางการเมือง จังเป็นกิจกรรมของกลุ่มบุคคล ที่จะแสวงหาผลประโยชน์มาสู่ตนเองหรือผู้อื่น
Truman นักทฤษฎีกลุ่ม  กล่าวว่า"กลุ่มทางการเมืองเกิดขึ้นโดยบุคคลหลายคนมีสัมพันธ์ภาพต่อกัน"แนวปรัชญาเรื่องกลุ่มของTruman อยู่ว่า"กลุ่มคือผลรวมของส่วนต่าง ๆ ที่เข้ากันได้ และพฤติกรรมของกลุ่มเป็นหน่วยการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์ที่สุด"กระบวนการทางการเมืองถูกมองในรูปของระบบ ที่มีกรเชื่อมโยงกัน และเป็นการรวมของกลุ่มย่อยต่าง ๆ ในทางดึงดูดเข้าหากัน หรือในทางต้านทานกัน ในการแข่งขันกันอย่างไม่มีวัน จบสิ้น
การตัดสินใจของรัฐบาล ตามแนวคิดนักทฤษฎีกลุ่ม แบ่งเป็น 2 แนวทาง
- รัฐบาลเป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่ีง กิจกรรมที่เป็นทางการของรัฐบาลในกระบวนการทางการเมือง คือากรใช้เทคนิคหลาย ๆ อย่าง โดยผ่านทางกลุ่มผลประโยชน์ มากกว่ากระทเองอย่างเป็นอิสระ กลุ่มที่เข้าแข่งขันจะต้องกำหนดผลประโยชน์ของกลุ่้มไว้ และรัฐบาลเป็นผู้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มใดเป็นผู้ชนะ และกลุ่มใดเป็นผู้แพ้ รัฐสภาก็ถือว่าเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง ในบรรดากลุ่มทัี้งหลาย
- บทบาทรัฐบาล ในรูปของกลุ่มการเมือง รัฐสภา หรือสถาบันประธานาธิพดี หรือ สถาบันตุลาการ เป็นกลุ่มที่มีความสำคํญมากพอ ๆ กับกลุ่มผลประโยชน์ เพราะแต่ละกลุ่มเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแข่งขันทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวพันกับบทบาทของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีดุลย์แห่งอำนาจมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เป็นกลุ่มที่มีพลังที่สุด รัฐบาลและกลุ่มผลประโยชน์มีความแตกต่างกันอย่างมีนั้ยยะสำคัญ คือ กลุ่มผลประโยชน์ เป็นกลุ่มของผู้มีทัศนคติร่วมกัน และพยบายารมเรียกร้องสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งเหนือกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม
นักทฤษฎีกลุ่มมีความคิดจำกับขอบเขตของการเมือง ไฝ้เพียงเป็นเรื่องกิจกรรมของกลุ่ม ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันของรัฐบาล มีอยู่สองสถาบันเท่านั้น ที่กลุ่มต่าง ๆ จะทำงานด้วยคือสถาบันที่เกี่ยวกับการเลื่อกตั้ง และสถาบันที่เกี่ยวกับมติมหาชน แต่ยังมีกิจกรรมของกลุ่มบางอย่างที่อยู่นอกเหนือจากการเมือง
สถาบันต่าง ๆ ของรัฐบาลเป็นกลุ่ม แต่เป้นกลุ่มชนิดพิเศษ เพราะมีผลประโยชน์ และมีการแข่งขันกับกลุ่มอื่น เช่น มีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มย่อยต่าง ๆ ของรัฐบาล และในขณะเียวกัน ก็มีความสัมพันธ์กับกลุ่มอื่นๆ ตามฐานะ และบทบาทของกระบวนการทางการเมือง รัฐบาลเป็นผู้กำหนดการต่้อสู้ของกลุ่ม และีจักดุลย์แห่งอำนาจของกลุ่มให้อยู่ในระบบ นอกจากนั้น รัฐบาลยังกำหนดกฎต่างๆ เพื่อเป็นการตัดสินรูปแบบของการต่อสู้ จึงสรุปได้ว่า การตัดสินใจของรัฐบาลเป็นผลมาจากความต้องการทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นภายในคณะรัฐบาล หรือวัตถุประสงค์ของกลุ่มผลประโยชน์และสถาบันต่าง ๆ ของรัฐบาล
จุดมุ่งหมายเบื้องต้นของทุก ๆ กลุ่มการเมือง คือการตระหนักถึงความสำเร็จในวัตถุประสงค์ของกลุ่มที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งหมายความว่า ทฤษฎีกลุ่มต้องสามารถแสดงผลประโยชน์ของกลุ่มได้ ถ้าเป็นผลของกระบวนการทาง การเมือง หรืออาจกล่าวได้ว่า กลุ่มทั้งหลายต่างพยายามทำให้วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เป็น ผลสำเร็จซึ่งหมายความว่า ทุก ๆ กลุ่มจะพยายามแสวงหา อำนาจ หรืออิทธิพลในการตัดสินใจกระทำการใดๆ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม กลุ่มผลประโยชน์จะพยายามที่จะทำให้วัตถุประสงค์ของกลุ่มบรรลุผลสำเร็จ ด้วยความพยายามที่จะเข้าไปมีอิทธิพลต่อกลุ่มผุ้มีอำนาจตัดสินใจ



วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

metropolitan

การกระจายอำนาจ
การปกครองประเทศไทยแบ่งออกเป็นส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวงทบวง กรม(centralization การรวมอำนาจ)
ส่วนภูมิภาค ได้แก่ อำเภอ จังหวัด(Decentralization การแบ่งอำนาจ)
ส่วนท้องถ่ินได้แก่ อบจ. อบต. เทศบาลฯ การปกครองแบบพิเศษ (Decentralizationการกระจายอำนาจ)
รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น
-หน่วยการปกครองท้องถิ่นประเภทมหานคร เช่น มหานครโตเกียว มหานครนิวยอร์ก กรุงเทพมหานคร
-หน่วยการปกครองท้องถิ่นของชุมชนที่เป็นเมือง เช่น เทศบาล Countrt เป็นต้น
-หน่วยการปกครองท้องถิ่นของชุมชนขนาดเล็ก เช่น Villege อบต.เป็นต้น
การปกครองส่วยท้องถิ่นของไทย
     ช่วงแรกตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 กระทั้งถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475มีการตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาล ร.ศ. 127 จัดการหัวเมืองเพื่อรองรับการจัดตั้งสุขาภิบาลแก่หัวเมืองที่มีความพร้อม แต่มีการจัดตั้งน้อยมาก มีการจัดตั้งเพียงที่กรุงเทพมหานคร และหัวเมืองไม่กี่แห่ง
     ช่วงที่สอง ตั้งแต่การเปลี่ยแปลงการปกครอง จนถึง พ.ศ.2540 ุ 65 ปีแห่งการวิวัฒนาการของการปกครองท้องถิ่นไทย หรือการกระจายอำนาจ เร่ิมจากการจัดตั้งเทศบาลในปี 2476 สภาจังหวัด ปี 2481 สุขาภิบาลในปี 2495 องค์การบริหารส่วนตำบลในปี 2499 เป็นการเริ่มให้มีรุปแบบการปกครองท้องถิ่นในเขตเมืองก่อน  แม้จะมีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่น แต่ผู้บริหารของสุขาภิบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัดยังมาจากข้าราชการ และอบต.มาจากกำนัน ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งของราษำร การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มี่ นอกจากนั้นเริ่มมีการจักการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานครปี 2518เมืองพัทยา2521 ต่อมามีการปรับรูปแบบขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
      ช่วงที่สาม ปี 2540ถึงปัจจุบัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กำหนดเรื่อการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยให้ท้องถิ่นมีอำนาจอิสระในการบริหารตนเองมากขึ้น  ผู้บริหารและสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง โดยมีกฎหมายรองรับให้มีเป้าหมายในการกระจายอำนาจที่ชัดเจน เช่นใน้ท้องถิ่นมีรายได้ 20% ของรายได้รัฐบาล ภายในปี 44 และ35% ภายในปี 2549 ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจหน้าที่ที่มีความซ้ำซ้อนระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค กับท้องถิ่นแบบต่าง ๆ ...

- ทฤษฎีเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ
เงื่อนไขและประเด็นปัญหาที่มีผลต่อความสำเร็จของการกระจายอำนาจจากการศึกษาค้ัอนคว้าผลงานวิจัยและการทบทวนวรรณกรรมหลายชิ้นทั้งใน และต่างประเทศมีข้อค้นพบองค์ความรู้ที่คล้ายกันว่า การกระจายอำนาจจะประสบความสำเร็จได้นั้น มีเลื่อนไขหลายประการ เช่นธรรมชาติองท้องถ่ิน สถาบันระดับชาติ สมรรถภาพและความสามรถของท้องถ่ินฯลฯ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้สามารถเป็นทั้งปัญหาหรือเครื่องส่งเสริมการดำเนินการตามนโยบาย
    -เงื่อนไขที่เกี่ยวกับนโยบายภาคการเมือง รวมทั้งที่เกียวกับภาคราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมภาค เช่น การที่นโยบายของรัฐขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ฝ่ายการเมืองไม่มีความจริงใจต่อการกระจายอำนาจ
             นโยบายในการบริหารประเทศแยกเป็น 3 ระดับ
นโยบายหลักหรือยโยบายระดับชาต เป็นนดยบายที่มีลักษณะเป็นแนวทางกว้าง ๆ ที่ใช้เป็นกรอบในการกำหนดนโยบายระดับอื่นต่อไป
นโยบายการบริหาร เป็นนโยบายระดับกระทรวง ทบวง กรมโดยผู้บริหารเป็นผู้กำหนดขึ้นตามกรอบของนโยบายหลักหรือนโยบายระดับชาติ แต่มีขอบเขตที่แคบลง มีความละเียดและเจาะจงมากขึ้น ตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบและภารกิจของหน่วยงาน
นโยบายเฉพาะกิจ เป็นนโยบายระดับล่างสุดซึ่งกำหนดขึ้นโดยผู้บริหารระดับกองหรือระดับฝ่าย โดยยึดถือนโยบายหลักหรือนโยบายระดับชาติและนโยบายการบริหารในเวลาเดียวกันย หรืออาจจะเป็นนโยบายที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
    จากกรอบความคิดนี้ โดยที่รัฐบาลไม่ได้กำหนดกลยุทธ์และเง่อนไขที่ชัดเจนเพียงพอ รวมถึงกรารขาดความมุ่งมั่นในการกระจายอำนาจ การขาดเจตนารมณ์ในการดำเนเนการตามกระบวนการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง ของนักการเมืองและพรรคกาเมือง การที่ภาคราชการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไม่สนับสนุนให้เกิดการกระจายอำนาจไปสู้ท้องถ่ินอย่างเต็มที่ เนื่องจากความำม่ชัดเจนเรื่องบทบาทของตนเอง และสถานภาพที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดความไม่เต็มใจในการถ่ายโอนอำนาจไไปสู่ท้องถ่ิน และเกิดความไม่ไว้ใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากการกระจายอำนาจ เป็นต้น

     - เงื่อนไขที่เกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะรองรับการกระจายอำนาจ ความรู้ และโอกาสในการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงความสามารถในด้านบริหารจัดการการเงินการคลังของท้องถิ่น   ความไม่พร้อมในเรื่องการบริหารและจักการที่ดี ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ การดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งยังเป็นการดำเนินงานของกลุ่มผู้นำ ผู้มีอิทธิพล หรือกลุ่มที่แสงหาผลประโยชน์ ทำให้เกิดปัญหาทุจริต และคอรับชั่น ปัญหาการขาดความเข้าใจของบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์ในระดับท้องถิ่น ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในการดำเนินงาน ระเบียบราชการที่จะต้องปฏิบัติ และการดำเินินบทบาทหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลที่กฎหมายกำหนด...

      - เงื่อนไขภาคประชาชน ความเข้มแข็งของชุมชนรวมถึงความพร้อมของชุมชนในการบริหารจัดการในหน้าที่ของตนปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะเกี่ยวกับการขาดความสนใจการไม่สนใจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น การขาดข้อมูลความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยงกับนโยบายกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น ระบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่น เป็นต้น


จังหวัดจัดการตนเอง


กรอบคิดในการสร้างรูปแบบที่เหมาะสมกับการบริหารท้องถิ่นของไทย ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จในระดับจังหวัด เป็นการแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่ มองพื้นที่เป็นตัวตั้งมากกว่าศูนย์กลาง ซึ่งในประเทศไทยก็มีแนวคิดเรื่องพื้นที่เป็นตัวตั้งในลักษณะรูปธรรมคือ ท้องถิ่นและภูมิภาค เช่น อบต. เทศบาล อบจ. เป็นต้น ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จน้อยมาก จึงเห็นว่า ท้องถิ่นควรจะขยายอำนาจให้ใหญ่ขึ้นไปสู่ ระดับจังหวัด


คือการจะจัดการบริหารส่วนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องขยายอำนาจท้องถิ่นให้ใหญ่ขึ้นไปสู่ระดับจังหวัด ทั้งนี้และทั้งนั้น การปกครองส่วนภูมิภาค คือ อำเภอ และจังหวัด จะยุบสลายไป จะคงอยู่ในสภาพใด จะให้อยู่ตรงไหน ซึ่งตรงนี้คือความต้องการความชัดเจนจากภาคการเมือง   ข้าราชการอำเภอและจังหวัดจำนวนกี่อัตรา และความพร้อมกับความต้องการการกระจายอำนาจนั้นมีความพร้อมและมีความต้องการจริงๆ หรือ ในส่วนนี้เป็นความคุลุ่มเคลือ คือไม่ชัดเจน ทั้งภาคประชาชน ภาคราชการและภาคการเมือง 












root

root


aqua=water:Aquarium=an artificial  pond for water creaturesfact=make,do: Manufacture=to make (goods) using machineryject=throw: Trajectory= a path of something thrown in the machineryvert=turn,change:Convert=to changefrom one form to anotherport=carry:Portable=that can be easily carriedprefixre=againreuse=use againreload=load againreheat=heat againsuffixport=carryportable=(adj.)=that can bi easily carriedportably=(adv.)=in the way that can be easily carriedportative (adj.)=of carrying ; able to carried



จรวด อ่านออกเสียง จะ-หลวด
ภาษาเขมร กำชฺรวจ(พลุ)

กัญชา รากศัพท์จากภาษาฮินดี(ganja)
อ่านออกเสียง กัน-ชา (kan'c-aa)

ภูเก็ต รากศัพทย์จากภาษามาเลย์bukit(เนินเขา)
พู-เก็ด (p-uu'ket)

ฆร รากศัพท์จากภาษาสันสกฤต:คฺฤห
อ่านออกเสียง คะ-ตะ
คำเกี่ยวข้อง
-ฆรณี(เมีย,แม่เรือน)
-ฆรวาส
-คฤหัสถ์

โบ้ย รากศัพท์จากภาษาจีน บ้วย(ปลาย,หาง)
คำกริยา
-โยน หรือ ปัดไปให้เป็นเรื่องหรือความรับผิดชอบของคนอื่น


วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โคน






โคนอาวุธ สั้นอันทรงประสิทธิภาพ เป็นหมากที่คอยรุกระหน่ำในเกม (แม้จะไม่เหี้ยมเกรียมเท่าเบี้ยหงาย) และในขณะเดียวกัน ยังเป็นกองหลังที่ทรงประสิทธิภาพ โดยมากจะใช้เป็นหมากผูกให้เม็ดหรือม้า
           คือถ้าเป็นนักเตะก็สารพัดประโยชน์ ถ้าเป็นสนามรบก็เป็นพวกเสนาธิการบัญชาการรบ

โคน หมายถึง ช้าง หมากรุกจะมี พลช้าง พลม้า พลเรื่อ พลราบ(เบี้ย) รวมเป็น จตุรงค์







หมูหลบหอก

หมูหลบหอกหมูหลบหอก กลอกกลิ้งสิ่งสังเกต
ฝ่ายประเภทหมากหนีวิธีสรร
โคนกับเรือเผื่อช่วแรงกัน
หมากไล่นั้นเรือคู่จู่ประจำ
ขนานเรียงเคียงควบขนาบล้อม
เข้าโอบอ้อมแอบรุกบุกกระหน่ำ
ข้างหมากหนีลี้ซุ่มเข้ามุมทำ
ในที่ขำโคนเคียงเรีบประนัง
ถึงจะรุกคลุกขลุมตลุมไล่
เรือกันไว้มิได้หวั่นถวิลหลัง
เรือกับโคนสู้กันขันประดัง
ตามบทบังคับไว้ในตำรา
แม้ครบยกหกสิบสี่ไม่จนแต้ม
ในกลแกมเกณฑ์นับตำหรับว่า
ทั้งสองข้างต่างเสมอเหมือนสัญญา
ก็เลิกลาละลดงดกันไป







คลื่นกระทบฝั่ง



ควายสู้เสือ

ควายสู้เสือเหลือลำบากพวกมากหนี
คือโคนมีอยู่กับเบี้ยไม่เสียท่า
คอยป้องปิดติดแย้งทะแยงตา
เข้ารับน่ากันรุกทุกกระบวน
ข้าหมากไล่ได้เรื่อไว้กับเม็ด
คอยลอดเล็ดล้อมเลี้ยงตลบหวล
มีเกณฑ์บทบังคับนับจำนวน
ไม่จนถ้วนหกสิบสี่เสมอกัน












ควายสู้เสือ


คลื่นกระทบฝั่ง

อีก กลหนึ่งนาม คลื่นกระทบฝั่ง
นิยมหวังอย่าแหนงระแวงหลง
ข้างหมากหนีโคนหนึ่งพึงจำนง
ทะแยงยงเยื้องท่าคอยรารับ
หมากไล่มีม้าหนึ่งกับเบี้ยสอง
เข้าล้อมป้องหลังโคนโผนขยับ
โคนแอบลับแอบขุนคอยคุมที
ทั้งสองข้างต่างแต้มไม่ตกต่ำ
จบเกณฑ์กำหนดนับหกสิบสี่
เป็นเขตขั้นสัญญาอย่างพอดี
ก็ต่างมีส่วนสมเสมอกัน









หอกข้างแคร่หอกข้างแคร่

อีอ ชื่อมีชี้ชัดถนัแน่
เรียกกล หอกข้างแคร่ สำเนาสนอง
มีเบี้ยงเดียวเลี้ยวลดบทละบอง
ยกย้ายย่องแอบขุนจุนประจำ
พวกหมากไล่ได้ท่าก็ฝ่าแฝง
โคนทะแยงเยื้องย่างสามขุมขำ
ผูกกระชับกับเบี้ยคลอเคลียคลำ
รวมรุมรำรุกรบตลบไป
ไล่ไม่จนพ้นพิกัดบัญญัติยก
เกินเกณฑ์หกสิบสี่สิ้นสงสัย
ทั้งสองข้างต่างแต้มไม่ต่ำไกล
ก็ยอมให้สมเสมอเสมือนกัน





วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Southeast Asian Writers Award ( I )

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน(ซีไรต์)
    เิริ่มก่อตั้งเมือปี พ.ศ.2522 เป็นรางวัลประจำปีที่มอบให้แก่นักเขียน ใน 10 ประเทศสาชิกแห่ง สมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
รางวัลซีไรต์ มีความมุ่งหมายเพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเชิดชู นักเขึยนในกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้ง 10 ประเทศ
  " รางวัลซีำไรต์" เป็นรางวัลเดียวในโลกที่มอบรางวัลทางวรรณกรรมให้แก่นักเขียนจากหลากหลายประเทศภายในภูมิภาคเป็นรางวัลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและยกย่องในแวดวงวณณกรรมทั่วโลกด้วยเกียรติภูมิที่ "รางวัลซีไรต์"ได้สั่งสมและสืบทอดอย่างงดงามมานานกว่า 30 ปี ในปัจจุบันจังเป็นรางวัมทางวรรณกรรมประจำปีที่ประชาคมวรรณกรรมไทยและภูมิภาคอาเซียนเฝ้าคอยอย่างจดจ่อ สื่อมวลชนห้ความสนใจอย่างกว้างขวาง นักอ่านชื่นชม ทั้งยังนำพาให้เกิดนักเขียนคุณภาพรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย


จเ็ด็จ กำจรเดช ผู้ได้รับรางวัลซีำไรต์ ปี 2554
"ร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ"
เป็นรวมเรื่องสั้น 12 เรื่องที่ทำให้เรามองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เรื่องสั้นเหล่านี้แม้จะดูหนักหน่วงมีมิติที่ทับซ้อนมีมุมมองที่แปลกต่าง แต่มีความหมายที่น่าพินิจนักเขียนเน้นการเล่าเรื่องอย่างมีชั้น มีเชิง อย่างซ่อนเงื่อนซ่อนปม กำกับบทบาทความคิดอย่างมีศิลปะในการเรียงร้อยและจัดวางถ้อยคำและข้อความ...


ซะการ์รียา อมาตยา
รางวัลซีไรต์ ปี 2553
"ไม่มีหญิงสาวในบทกวี


เป็นชาวอ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ศึกษาที่อินเดียสาขาอิสลามศาสตร์ ภาษาและวรณคดีอาหรับเป็นเวลาเป็นเวลา 5 ปี ต่อมาเมืองกลับสูแผ่นดินไทยเข้าเรียนต่อสาขาศาสนาเปรียบเที่ยบมหาวิทยาลัยมหิดล..
video

   

อุทิศ เหมะมูล
รางวัลซีไรต์ ปี 2552
"ลับแล แก่งคอย"

เป็นคนอำเภอแก่งคอย จ.สระบุรี จบการศึกษาที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยะเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีม เรียนด้านศิลปกรรม และศักษาต่อคณะ จิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวัทยาลัยศิลปากร


                                                                     
ลับแล แก่งคอย เป็นนวนิยายความยาว 444 หน้า บอกเล่าเรื่องราวชีวิต 3 ชั่วอายุคน นับจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมาจนถึงกลางทศวรรษ2530 ของสามัญชนครอบครัวหนึ่งซึ่งมีชีวิตทั้งในด้านถูก ผิด ดี เลว อย่างกลมกลึง...
   เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตของสามัญชนจำนวนมากในสังคมไทย เพราะเป็นเรื่องวนเวียนอยู่กับครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัวซึ่งพ่อเป็นคนเชื้อสายจีนที่ไม่สามรถไต่เต้าขึ้นไปมีสถานะเป็นเจ้าสัวผู้ยิ่งหใญแม้ในระดับท้องถิ่น ทว่าเป็นเพียงผู้ใช้แรงงานที่ขยับตนเองจากการเป็นแรงงานภาคเกษตรมาในภาคเหนือตอนล่างมาสู่การเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดสระบุรี ขณะที่ฝ่ายแม่ก็เป็นหญิงชาวอีสานที่อ่านหนังสือไม่ออก บ้าหวย และเชื่อผี ซึ่งเดินทางมาแสวงหาชีวติที่ดีกว่าในสระบุรีก่อนจะย้อนกลับไปยังอีสาน
    สามารถกล่าวได้ว่าเป็น"ประวัติศาสตร์"ของสามัญชนกลุ่มเล็กๆ ประวัติศาสตร์ที่เป็น "เรื่องเล่า"เรื่องหนึ่งอันเปรียบเสมือนส่วนเสี้ยวเล็กน้อยที่ถูกประกอบไปในประวัติศาสตร์สังคมไทยในภาพใหญ่ ซึ่งมิอาจถูกยึดกุมด้วย "เรื่องเล่าหลักเรื่องเดียวเรื่องเดิม"....
     
         คณะกรรมการ "ผู้เขียนสามารถเสนอมิติอันซับซ้ิอนของมนุษย์ที่แยกไม่ออกจากรากเหง้าและชาติพันธ์ผ่านกลวิธีอันแยบยล สร้างตัวละคร ฉาก บรรยากาศได้อย่างสมจริงและมีชีวิตชีวา ใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง แสดงถึงจินตภาพอันกระจ่างและงดงาม
                                 " การเล่าเรื่องของครอบครัว แต่สะท้อนประวัติศาสตร์ของชุมชนและท้องถ่ิน โดยผู้เขียนให้ตัวละครเล่าเรื่องผ่านสายตาของตัวเองซึ่งมีการมองโลกและวิธีคิดที่น่าสนใจ"
                                 " นอกจากกลวิธีการเล่าเรื่องแล้ว การสร้างตัวละครก็โดดเด่น เพราะเรื่องนี้มีตัวละครทั้งที่มีความสมจริงอย่างมนุษย์ มีเลือดเนื้อจิตใจ และตัวละครที่ไม่มีตัวตน เกิดจากจิตใต้สำนึก ซึ่งสร้างได้อย่างมีชีวิตจนผู้อ่านไม่รู้ถึงนัยยะของการมีอยู่ของตัวละครลัษณะนี้เลย หากไม่เฉลยในช่วงท้ายของเรื่อง ถือเป็นเรื่องสร้างสรรค์อย่างยิ่งในการเขียนนวนิยายชีวิต"


"เราหลงลืมอะไรบ้างอย่าง"

   วัชชระ สัจจะสารสิน เป็นนามปากกาของ "วัชระ เพชรพรหมศร"เจ้าของรางวัลซีำไรต์ ปี พ.ศ. 2551  จบการศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท คณะและที่มหาลัยเดียวกัน ต่อจากนั้น เรียนปริญญาตรีนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์เมื่อปี 2545.. รับราชการสังกัดสำนักงานศาลปกครอง และเขียนเรื่องสั้นเป็นงานอดิเรก...
 "เราหลงลืมอะไรบ้างอย่าง" เป็นเรื่่องสั้นสิบสองเรื่องที่กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมแลุความเป็นไปของเหตุการณ์บ้านเมืองที่ทันสมัยในเชิงให้รายละเอียด เน้นความเปลี่่ยนแปลงทางความรู้สึกของผู้คนทั้งในสังคมชนบทและัสังคมเมือง ที่ถูกกลายกลืนด้วยความเจริญของสังคมเมือง จากความละเมียดละไม่ไปสู่ความหยาบกระด้าง และในที่สุดสังคมเมืองความรู้สึกแบบสังคมเมืองก็ครอบคลุมสภาพจิตใจของชนบทไว้ได้อย่างสิ้นเชิง ความโดดเด่นเฉพาะตัวคือการตั้งคำถามกับปัญหาในลักษณะที่เป็นปัญญาชน นำเสนอสัญลักษณ์ในเชิงเปรียบเทียบ เว้นจากการสรุปหรือแนะทางออกด้วยการเปิดปลายให้ผู้อ่านขบคิดต่อคำถามเลห่านั้น...







มนตรี ศรียงค์ รางวัลซีไรต์ปี พ.ศ.2550
"โลกในดวงตาของข้าเจ้า"

มนตรี ศรียงค์ (กวีหมี่เป็ด)เป็นชาวอ.หาดใหญ่ จ.สงขลาอาศัยอยู่ย่างใจกลางเมือง เริ่มเขียนบทกวีในช่วงพฤษภาทมิฬที่มาของฉายา กวีหมี่เป็ด เพราะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว หมีเป็นเป็นอาชีพหลักเป็นนักเขียนหนึ่งในขุนพล "หลุดโลกบอร์ด
หลังจากจบมัธยมปลายที่สงคลาจึงเข้าเรียนต่อที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยลัยรามคำแหง แต่เรียนไม่จบทางบ้านเรียกกลับไปช่วยงานที่บ้าน...
  "มนต์รักการก"
โลกทั้่งโลกถูกย่อเท่ามอนิเตอร์
เรากะเทอร์เจอกันในวันหนึ่ง
ชีวิตในอินเตอร์เนตนี้ก็จึง
หวานนำ้ผึ้งสุขสมสีชมพู
โย่วโย่วเทอร์อยู่ทีหนายอ่า?
ทำงานแ้ร้วรึว่าบังเรียนอยู่?
รูปเทอร์สวยอ่าเหมือนหมาจู
งุงิงุงิน่าเอ็นดูน่าดูแคม
โชว์วิวเปิดแคมแพลมแพลมสิ
อะคริอะคริมะก้าแหงม
เสื่อสีสวยแสบมันแว้บแวม
ชั้นในแพรลับล่อยี่ห้อไร?
เินินนมขาวจังคงทั้งเต้า
กำเดาเลือนลิ่มจะปริ่มไหล
แคมเทอร์สวยออกทั้งนอกใน
แคมใหญ่เต็มปลั่งกะลังดี
หน้าบ้านเรารถถึงกะลังวิ่ง                                                                        
ปวิวัติกันจิงจิงหรือนี่?
บ้านเทอณ์มีปะ-รึมะมี?
อี๋อี๋บ้านน้อกบ้านนอกจัง
555555555
เรารักเทอร์น้าเด็กโง่งั่ง
เด๋วส่งMp3ปะห้ายฟัง
แร้ววันหลังส่งคลิปปะห้ายดู
ถ่ายก่อนเลิกกะแฟนโรงแรมหรู
ADSL เราใช้ TRUE
อัพโหลดคู่สองคลิปได้ฉะบาย
เรารักเทอร์น้าเด็กโง่
(คลิกอีโมฯรูปหัวเราะงอหงาย)
หนึ่งปริ๊ดแระอิอิขอบจาย
จุ็บจุบบะบายชัดดาวน์แร้วววว....
.............................
ปล.รถถังมาทามมาย?
เด๋วไปถ่ายรูปก่อง-บลาบลาบลา

                                                           14 ตุลาคม 2549






 งามพรรณ เวชชาชีวะ ซีไรต์ปี 2549
      "ความสุขของกะทิ"
เป็นนวนิยายขนาดสั้น เล่าเรื่องราวของกะทิ เด็กหญิงวัย 9 ขวบที่ต้องผ่านประสบการณ์การสูญเสียครั้งสำคัญที่สุด เมื่อแม่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร กะทิได้ผ่านขั้นตอนความสุขและทุกข์ ความผูกพันและการพลัดพราก ความสมหวังและความสูญเสีย ถึงกระนั้นกะทิได้เรียนรู้ความทุกข์จากการสูญเสียไม่อาจพรากความสุขจากความรักและความผูกพันของแม่กับเธอได้ เด็กน้อยเติบโตขึ้นจากประสบการณ์นี้ด้วยความเชื่อมั่นและกำลังใจในการดำรงชีวิตต่อไปจากบุคคลใกล้ชิด ผู้ที่เธอรักและรักเธอ


    คณะกรรมการ "ความสุขของกะทิ เป็นงานศิลปะที่สร้างสรรค์องค์ประกอบอย่างหมดจดงดงาม สื่อแนวคิดซึ่งเป็นที่เข้ัาใจได้สำหรับคนอ่านหลากหลายไม่ว่าอยู่ในวัยและวัฒนธรรมใด เสน่ห์ของนวนิยายเรื่องนี้อยู่ที่กลวิธีการเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ เผยปมปัญหาที่ละน้อย ๆ ผ่านมุมมองของตัวละครเอก ด้วยภาษารื่อนรมย์แฝงอารมณ์ขัน สอดแทรกความเข้าใจชีวติที่ตัวละครได้เรียนรู้ไปตามประสบการณ์ ความสะเทือนอารมณ์จะค่อย ๆ พัฒนาและดิ่งลึกในห้วงนึกคิดของผุ้อ่าน นำพาให้ผู้อ่านอ่ิมเอมกับรสแห่งความโศกอันเกษมที่ได้สัมผัสประสบการณ์ของชีวิตเล็กๆ ของเืพ่อมนุษย์คนหนึ่ง"











บินหลา รางวัลซีไรปี พ.ศ.2548
"เจ้าหงิญ"

 บินหลาเป็นนามปากกาของ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท เกิดที่ จ. ชุมพร เข้าเรียนที่ คณะวิทยการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานคลินทร์ และ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ไม่จบการศึกษา ทำงานหนังสือมาตลอด
   "เจ้าหงิญ" ประกอบด้วยรื่องสั้น 8 เรื่องที่ใช้กลวิธีแบบการเล่านิทานมาช่วยเนริมเติมแต่งเนื้อเรื่องเรียงร้อยเข้าด้วยกัน โดยมีตัวละครที่เป็นเจ้าหญิงปรากฎอยู่เรื่อง แน่นอนว่านี้คงไม่จัดว่าเป็นนิทานเรื่องเล่าสำหรับเยาชนเท่านั้น เพราะมีแง่มุมที่ซ่อนเร้นแอบแฝงในสไตล์เรื่องที่มีการใช้วรรณศิลป์ที่รุ่มรวยแสนสละสลวย งดงามผสมมุกขำๆ เป็นระยะของผู้แต่งเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถมองผ่านตัวละครที่เป็นเจ้าหญิงในแต่ละตอน อาทิ


ชายเดียดายแห่งภูเขาภาคเหนือ ที่เล่าถึงความเหงา ปล่าวเปลี่ยวของชายที่ต้องอยู่ตามลำพงมีเพียงหายกำหนดการเดินทางไปฉลองวันเกิดของเจ้าหญิงตัวน้อยๆของเขาเท่านั้น ที่เป็นดั่งแสงสว่างปก่งชีวิตอันเดียวดาย ซึ่งเพียงเรื่องแรกเทคนิคแบบวรรณศิลป์ก็ประเดิมให้อยากอ่านดังประโยคนี้
"ในวันหนึ่งปลายฤดูร้อน เมล็ดผนจำนวนมากรูลงจาก้อนเมฆ เหมือนเด็กตัวเล็กๆ วิ่งสุดฝีเท้ากลับบ้านในวันที่ครูใหญ่ประกาศประกาศปิดเทอม สายฝนพร่างพรายราวสายทองในแสงสีเงิน"
  หรืออย่างในเรื่องที่ 3 หญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่สี
"เจ้าหญิงมิได้โศกเศร้ากับความตาย ในเมื่อความจริงคือมนุษย์ทุกคนล้วนต้องตาย หากทรงเศร้ากับการมีชีวิตอยู่...อยู่โดยไม่มีใครรู้ว่ามีชีวิต"
หรืออย่างในเรื่องสุดท้าย " โลก ของเจ้าหญิงบินหลายและเจ้าชายบินหา" ที่อ้างอิงถึงการเลี้ยงดู(ฟักไข่)ในโลกของนก และเป็นบทสรุปส่งท้ายที่ชวนติดตามถึงสายใยเชื่อมโยงของการสือสารด้วยนิทานที่เรียงร้อยกลับไปสู่เนื้อหาทั้งหมดของ "เจ้าหงิญ"ทุกเรื่อง
เจ้าหญิงที่กลายเป็นทั้ง ความหวัง (ชายเดียวดาย) การรอคอย(แดฟโฟดิลแดนไกล)ความเศร้า(เจ้าหญิงเสียงเศร้า)คนที่...ใช่(เก้าอี้ดนตรี) การเติบใหญ่และการเรียนรู้ (สีที่แปดของรุ้งกินน้ำ) จุดมุ่งหมาย(นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่) เหยื่อผู้น่ารัก(ลูกหามกับสามสหาย)และการสื่อสารความรักของแม่กับลูก(โลกของเจ้าหญิงบินหลาย)
  โดยรวมคือเรื่องของพ่อแม่ที่แยกทางกัน ต้องไปอยู่กับพ่อที่แม่ที จนมีนิสัยที่เอาแต่ใจตัวเอง ส่วนพ่อแม่คอยแต่ตามใจ หากเล่าเรื่องตามปกติธรรมดาพล็อตเรื่องก็แสนจะจือชืด วรรณศิลป์ทางภาษาชัดเจนขึ้นมาทันทีทันใด








                                                                     เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์  ซีไรต์ปี 2547
                                                                                "แม่น้ำรำลึก"


เป็นชาวต.วังลึก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่่ 6 ปัจจุบันดำเนินชีวติเป็นเกษตรกรธรรมชาติที่บ้านเกิด
    แม่น้ำรำลึกน้ำเสนอเรื่องราวของการย้อนทวนความคิดของชายชรา กลับไปสู่ชีวิตช่วงวัยเยาว์ บทกวีสี่สิบบทโดยประมาณเล่าถึงเรื่องราวของความผัน ความสุข และความรู้สึกสะทกสะเทือนที่จบในตัว เหมือนหยิบภาพแต่ละภาพมาต่อกัน จนเป็นภาพใหญ่ของชีวติ เรื่องราวทั้งหมดปรากฎอยู่ในภาค "ปฐมบท" และสรุปปิดฉากในภาค"ปัจฉิมบท" ซึ่งเป็นภาพของชายชราบนเก้าอี่้โยกริมระเบียง ที่บ้านชายน้ำในเวลาพลบค่ำ ย้อนพินิจไปถึงเรื่องราวกึ่งสุขกึ่งเศร้าเหล่านั้น แล้วทิ้งค้างไว้ให้ ผุ้อ่านได้จินตนาการต่อไป



 กลับสู่วัยเยาว์
รุ้ง หลังฝน เราท่อง ละอองฟ้า
ลุยน้ำเวิ้งนาหลังหน้าเกี่ยว
ทุ่งทางฉ่ำสดดูคดเคี้ยว                                                                                
ข้าวรวงหลงเคียวเราเคี้ยวกิน
เมล็ดร่วงเฝ้ารอจึงก่อเรียว
ใสเขียวกลมกลืนดังฝืนซิ่น
โค้งเรียวเกี่ยวฟ้ามาสู่ดิน
ฝนรินดินฟูไปสู่ฟ้า


    


เดือนวาด พิมวนา รางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. 2546
"ช่างสำราญ"
เดือนวาด พิมวนา คือนามปากกาของ พิมพ์ใจ จูกลิ่น เป็นชาวจ.ชลบุรี เกิดในครอบครัวชาวไร่ ทำงานหนังสื่อพิมพ์ท้องถิ่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วจึงออกมาเขียนหนังสืออย่างจริงจัง




              "ช่างสำราญ"เป็นนวนิยานที่แสดงภาพชีวิตของเด็กบ้านแตก คือ เด็กชายกำพล ช่างสำราญ ที่ทำให้ผู้อ่านต้องคาดเดาว่า เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร โดยเริ่มจากการเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่รุนแรง ทั้งการกล่าวถึงแม่เด็กที่มีชู้ และพ่อเด็กที่ไม่มีเงินเช่าบ้าน ต้องหอบหิ้วเด็กไปอาศัยในสังคมใหม่ ที่มีชาวบ้านชอบยุ่งเรื่องของเพื่อนบ้าน แม้ว่าเหมือนจะทำให้เรื่องราวยุ่งยาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะนี้เป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของไทยการยุ่งสอดรู้สอดเห็น แต่ก็แฝงไปด้วยความเอื้ออาทรที่มีต่อเด็กชายคนนี้ ซึ่งในแง่นี้ก็คือ ผู้เขียนใช้รากเหง้าทางวัฒนธรรมและความเื้อื้ออาทรในหมู่ชาวบ้ามมาช่วยเด็กชายคนนี้นั่นเอง "







ปราบดา  หยุ่น ซีไรต์ ปี 2545 "ความน่าจะเป็น"

ปราบดา หยุ่น เป็นบุตรของสทุธิชัยหยุ่น บรรณาธการเครือเนชั้น
สำเร็จการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นผู้บริหาร และนักเขียน
   เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 45 เรื่องสั้นทั้ง 13 เรื่อง ดังนี้ ความน่าจะเป็น ด้วยตาเปล่า ตามตาต้องใจ อะไรในอากาศ นักเว้นวรรค เหตุการณ์กรรมซ้ำเล่า กรมอุตุนิยมวิทยา บรรยากาศเป็นกันเอง อุปกรณ์ประกอบฉาก ตื้น-ลึก-หนา-บาง คนนอนคม มารุตมองทะเล และเจอ แต่ละเรื่องสะท้อนแนวคิดให้เห็นถึงความเป็นจริงของมนุษย์ อาทิเช่น
  ตามตาต้องใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็กหญิงต้องใจ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เธอเป็นเด็กที่มีความคิดตางจากเพื่อนๆ วัยเดียวกัน เธอไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพราะเธอไม่เข้าใจว่าทำไมหนึ่งบวหนึ่งต้องเท่ากับสอง เพราะในความเข้าใจของเธอหนึ่งบวกหนึ่งน่าจะเท่ากับสามหรือมากกว่าสามเธอไม่เข้าใจหลักการที่ครูอธิบาย ทุกครั้งที่เธอตอบคำถามครูเธอจะตอบตามเพื่อน แต่ในความคิดของเธอนั้นขัดแย้งอยู่เสมอ การที่เธอต้องตอบตามความคิดของครุแลุะเพื่อนๆ นั้น เพราะเธอคิดว่าสิ้งนั้นจะทำให้เธออยู่เสมอ การที่เธอต้องตอบตามความคิดของครูและเพื่อนไ นั้น เพราะเธอคิดว่าสิ่งนั้นจะทำให้เธออยู่ในสังคมได้ยอ่างปกติสุข ไม่แปลกไปจากสังคมเท่านั้นเอง

  ด้วยตาเปล่า เป็นเรื่่องของชายหนุ่มชื่อปราชญ์ เปรื่องธรรม นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 วันหนึ่งขฯะที่เขาตั้งใจจะไปออกกำลังกายที่สวนลุมพินี เขาก็ได้พบกับชายชื่อปลง ชายคนนี้มีลักษณะแปลกและน่าสนใจ เพราะเขามักจะมานั่งสังเกตพฤติกรรมของคนที่มาเดินในสวนสาธารณะแห่งนี้ปราชญ์ได้พบกับปลงทุกครั้งที่มาออกกำลังกาย แต่ละครั้งทั้งสองได้พูดคุยกันปลงได้แสดงความคิดให้ปราชญ์ได้รับรู้ว่า "คนะราไม่ควรตัดสินอะไรจากสิ่งที่เรามองเห็นโดยพิจารณา เพราะนั่้นอาจจะทำให้เราไม่ได้พบกับความเป็นจริงได้ "ปราชญ์มักจะมานั่งพูดคุยกับปลงเป็นประจำ เพราะปลงทำให้เขารู้จักมุมมองใหม่ ๆ 


โชคชัย บัณฑิต' รางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. 2544
"บ้านเก่า"
  โชคชัย บัณฑิต' เป็นชาวอ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ จบการศึกษา ปริญญาตรีที่มหาลัยเชียงใหม่ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์และระดับปริญญาโท คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันรับราชการเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยอยู่ที่ ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี จ.สมุทรปราการ
 "บ้านเก่า"เป็นหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตคนในชนบทที่กำลัง เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกระแสบริโภคนิยม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท คุณค่าท่างจิตใจและคุณค่าทางวัตถุ ที่กำลังเป็นปัญหาหลักที่สำคัญ...

"น้ำ"
บัดนี้มีเขื่อนมาเฉือนป่า
ลมฟ้าอากาศเรื่ิมพลาดผิด
ปัจจัยหลายหลากเริ่มฝากพิษ
เพิ่มความวิปริตอีกนิดแล้ว
ดุ่มดุ่มเดินกรุงฟุ่งไอเสีย
ลิ้นแห้งละเหี่ยเพลียใจแป้ว
"เคยขอนำ้ขันนั่นนานแล้ว
บันนี้น้ำแก้วต้องซื้อกิน"

"สองหู"
ฟากนี้มีศพสงบสงัด
อีกฟากของวัดจัดเลี้ยงอาหาร
ฉลองบวชนาคมากมายรายการ
เบิกบานงานบวชเคล้าสวดงานตาย
ระนาดตะโพนเผ่นโผนเปิงมาง
สองหูสองข้างสองทางสองสาย
ลูกทุ่งกระหึมกันตรึมกระจาย
แยกขวาแยกซ้ายงานตางานเป็น
เป็นนาคมนุษย์ที่สุดเป็นพระ
แสนสมถะหมายจะพบเห็น
อีกฟากงานตายสัมปรายร่มเย็น
รอลวกไปเมรุเป็นเถ้าธุรี
พระสวดเสียงค่อยหยาดย้อยปีพาทย์
อย่าหมายประมาทไใ่อาจหลีกหนี
เครื่องไฟเสียงลั่นประชันดนตรี
พรุ่งนี้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์
นั่งในงานศพสงบในทุกข์
สนุกในเพลงครัดเคร่งข้องขัด
ใช้หูข้างไหนฟังได้แจ่มชัด
สงบสงัดในอลเวง








วิมล ไทรนิ่มนวล ซีไรต์ปี 2543
"อมตะ"

วิมล ไทรนิ่มนวล เป็นชาวอำเภอบางเลน จ.นครปฐม จบการศึกษาปริญญาตรีคณะศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร


 อมตะ นวนิยายสะท้อนสังคม ที่ความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์ เทคโนโลยี และความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่ต้องการจะเอาชนะธรรมชาติและทำลายสัจธรรมของชีวิต คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยการนำเอาเทคโยโลยีทางวทิยาศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งก็คือการโคลนนิ่งมนุษย์ และการเปลี่ยถ่ายอวัยวะ เป็ฯการ เปรียบเที่ยบ ระหว่าง ศาสนากับ วิทยาศาสตร์ หรือคุณค่าความเป็นมนุษย์กับคุณค่าทางวัตถุ ผ่านตัวละคร คือ พรหมมินทร์ อรชุน และชีวัน ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน พรหมมินทร์ คือตัวแทนของวิทยาศาสตร์ อรชุน และ ชีวันเป็นตัวแทนของศาสนา โดยพรหมมินทร์ นำการโคลนนิ่งมาโคลนฯชีวันและอรชุน เพื่อเปลี่ยนถ่ายอวัยวะเพื่อทำให้ตนเป็นอมตะ ชีวันและอรชุนต่างพยายามดิ้นรมเพื่อความอยู่รอดในชีัวิตของตนเอง







  วินทร์ เลียววาริณ รางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. 2540
   "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน"

   และปี พ.ศ. 2542
    " สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน"


ชื่อเกิดคือ สมชัย เลี้ยววาริณ เป็นชาวอ.หาดใหญ๋ สงขลา โดยก่อนหน้าจะมาเป็นนักเขียน ทำงานด้านออกแบบภาย ออกแบบกราฟ จบปริญญาตรี สถ.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับ  และปริญญาโทด้านการตลาดจามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

"สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน"เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่สะท้อนสัญชาติญาณความเป็นคนออกมาได้ดี ทั้งในแง่ความต้องการทางกายภาพ ความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์พื้นฐานของคน
 เป็นการผสมผสานบทความ 17 บทควมและเรื่องสั้น 17 เรื่องผู้เขียนใช้บทความอธิบายความคิด ประเด็นทางปรัชญา และเป็นตัวเรื่องสั้นแต่ละเรืาองให้ผู้อ่านไปถึงจุดหมายที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ บทความและเรื่องสั้นจึงมีความสัมพันธ์กันเป็นคู่ๆ ซึ่งเป็นกลวิธีการสร้างสรรค์เรื่องสั้นที่น่าสนใจ
    ด้วยการนำเสนอที่น่าสนใจในด้านกลวิธี ในเรื่อง"โลกสามใบของราษฎร์เอกเทศ" ที่ผู้เขียนนำเสนอเรื่องเล่าจากมุมมองของตัวละคร 3 ตัว คือ จิตรกร ทหาร และ แมงดา รวมทั้งตัวผู้เล่าเื่รื่องคือ "ผม"เรื่องเล่าจากมุมมองที่ต่างกันแม้จะมีรายบะเอียดของเหตุการณ์ที่เหมือนกันคือเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกาษาหนีการกวาดล้างของทหารและเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ผสมผสามกับเหตุการณ์ 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬ ซึ่งล้วนเป็ฯความรุนแรงที่หลอกหลอนตัวละครทุกตัว ในทีสุดความหวาดกลัวที่มีอยู่ในตัวละครทุกตัวหรือในสิ่งมีชัวิตที่เรีกว่าคนก็มารวมกันอยู่ในห้องเดียวกันของ"ผม"และหลังจากที่ตัวละครทุกตัวพยายามฆ่าตัวตาย(แต่ไม่ตาย)"ผม"ก็ได้เกิดใหม่อีกครั้ง เมื่้อได้ตระหนักวา "คนเราหนีความกลัวไม่พ้น เพราะมันก็คือเงามือของตัวเราเองแต่เราสามารถเลือกที่จะเดินเข้าหาแสงสว่างเพื่อให้เงาดำกลับไปอยู่บ้างหลังได้" ความหวาดกลัวหายไปเมื่อเขาสำนึกได้ว่า "ตอนนี้ ผมไม่ได้กลิ่นคาวเลือดแล้ว มองฟ้าที่เริ่มสาง ความมอดไม่เคยคงอยู่นิรันดร์ ทางเดียวยที่จะช่วยนมาคลีกลับมาสู่ตัวตนที่แท้จริงก็ด้วยความรักเท่านั้น และมนุษย์เราทุกคนก็มีอัตตาแห่งความดีงามและความรักซ่อนอยู่ในตัวด้วยกันทุกคน การให้อภัยแก่ตนเองหรือผู้อื่นก็คือความรักชนิดหนึ่ง....

 "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" นวนิยายแนวการเมือง หรือนวนิยายอ้างอิงประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2476-พ.ศ.2535 โดยตัวละครเอกสองคนคือ พล.ต.ท. ตุ้ย พันเข็ม และ เสือย้อย หรือหลวงกฤษดาวินิจ เป็นตัวดำเนินเรื่อง ซึ่งตังละครสองตัวนี้มีลักษณะนิสัยหรือบุคคลิกที่คล้ายกัน แต่อยู่บนอุดมการณ์ที่ต่างกัน พล.ต.ท.ตุ้ย พันเข็ม เป็นตำรวจและปกป้องประชาธิปไตยในแบบของตำรวจ ส่วน เสือย้อย หรือ หลวงกฤษดาวินิจ เป็นทหารเก่าผู้ล้มเหลวจากการปฏิวัติ แต่ก็ยังต่อสู้เพื่อระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง
      และด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกัน จึงเป็นที่มาของประชาธิปไตยบนเส้นขนานของตัวละครสองตัวนี้ และรวมถึงเส้นขนานในระบบประชาธิปไตยของไทยด้วย

 บทสนทนา:
      ....รัฐประหารที่ไม่สำเร็จแต่ละครั้งทิ้งรอยแผลเป็นไว้กับแพะรับบาปเสมอ...
"วงการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน วงการเมืองยิ่งไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เมือ่สถานการณ์เปลี่ยน มิตรศัตรูก็ยิ่งเปลี่ยน"
" อำนาจไม่เคยเป็นของจีรัง เมือน้ำลด ตอก็ผุด การเมืองเปลี่ยนแปลไปทุกๆ นาที มีการแย่งอำนาจ มีการพยายามรักษาอำนาจและมีการเสื่อมอำนาจ ทุกบททุกตอนเคยปรากฎมาแล้วซำ้ซากในประวัติศาสตร์ บางคนรับบทเหยื่อ บางคนรับบทคนทรยศ บางคนรับบทนักฉกฉวยโอกาศ บางครรับบทวีรบุรุษจอมปลอม"
" เมื่อราวสีสิบปีก่อน ใครคนหนึ่งเคยเอ่ยกับเขาว่า เราทั้งสองกำลังยืนอยู่คนละฝ่ายคนละอุดมการณื ยืนอยู่บนเส้นขนาน ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูำก ไม่มีสีขาว ไม่มีสีดำ...."



แรคำ ประโดยคำ รางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. 2541
"ในเวลา"
แีรคำ ประโดยคำ เป็นนามปากกาของคุณสุพรรณ ทองคล้อย เป็นคนจ.จันทบุรี จบปริญาตรีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ปริญญาโทสางาวรรณคดีไทยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางด้านวรรณคดีไทยอยู่ที่คณะมนุษย์ศาสตร์ มหวิทยาลัยเชี่ยงใหม่
เมื่อครั้งทำงานอยู่กับองค์การสหประชาชาติ ในตำแหน่างอาจารย์ภาษาไทยที่มหาวิทยาลัย Pasau ในเมืองบาบาเรีย ประเทศเยอรมัน และเป็นที่ที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเขียน"ในเวลา"





"... ได้มานั้นหรือคือได้มี
ได้ดังหวังที่
ทนรอมา
อิ่มทรวงเกษมเปรมอิริยา
ได้นาฬิกา
มาผูกพัน
เนิ่นนามคอยรอต่อคืนวัน
ข่มใจใฝ่ฝัน
ข่มใจเฝ้าคอย
รอถึงเวลาอย่างเลื่อนลอย
ทรมานไม่น้อย
จึงได้มา
.....
ได้มีนั้นหรือคือได้มา
เล่นเล่ห์เวลา
น่าคร้ามเกรง
หมุนข้อมือดูอยู่วังเวง
นาฬิกาตัวเอง
คร่ำเครงเดิน
สายผูกผูกมั่นเสียเหลือเกิน
ผูกพันเผชิญ
ทุกช่วงไป
สร้างเงื่อนเวลามาผูกใจ
ผูกทุกสิ่งไว้
ในเวลา..."









                     
                     กนกพงศ์  สงสมพันธุ์ รางวัลซีำไรต์ ปี พ.ศ. 2539
                      "แผ่นดินอื่น"

กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เป็นชาวอ.ควงขนุน จ.พัทลุง เป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่มนาคร เคยเป็นบรรณธการหนังสือ ไรเตอร์ แมกกาซีน ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
   กนกพง เกิดและเติบโตในยุคที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉาพะแถบเทือกเขาบรรทัดอันเป็นถิ่นกำเินิด เป็นความขัดแย้งระหว่างกองกำลังของรัฐบาลและกองกำลังปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นความขัดแย้งอย่าางรุนแรง จากการปราบปรามแบบเหวี่ยงแหและมาตราการในการกำจัดแบบตัดรากถอนโคนและการทารุณกรรมของฝ่ายรัฐบาลที่เรียกว่า "ถังแดง"และการตัดใบหูของศพเพื่อแลกกับเงินรางวัลของกองกำลังพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่เกิดขึ้นเพื่อปราบปรามผู้ที่มีความเห็นขัดแย้งกับรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะ ก่อนที่จะมีนโยบายการเมืองนำการทหารตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีเรื่องราวเหล่านี้จึงปรากฎอยู่ในงานเขียนของเขา

แผ่นดินอื่้่นเป็นรวมเรื่องสั้น ซึ่่งประกอบด้วยเรื่องสั้น 8 เรื่องที่สะท้อนปัญหาของชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว และสังคม นำเสนอ ชีวิต หลากหลาย ด้วยแนวธรรมชาตินิยม สะท้อนความคิด ความเชื่อ คุณค่าและคตินิยมพื้นถิ่นอย่างลึกซึ้งและแหลมคมให้เห็นว่าแม้ในสังคมที่ต่างวัฒนธรรม ต่างความเชื่อ มนุษย์ก็สามารถอยู่รวมกันได้ด้วยไมตรีสัมพันธ์

   กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ดำเนินเรื่องโดยกลวิธีการเขียนที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านให้ใคร่รู้ใคร่ติดตามและนำไปสู่จุดหมายที่เป็นเอกภาพ โดยไม่ละเลยที่จะสอดแทรกปัญหาและแง่มุมของชีวิต ทั้งปัญหาภายในจิตใจ และปัญหาของปัจจัยภายนอก บันทึกความขัดแย้งของสังคมในอดีตทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม รวมถึงปัญหาของสังคมร่วมสมัย คือ การเผลิญหน้ากันระหว่างพัฒนาการของเมืองกับคุณค่ามด้านนุษยธรรม


ไพวรินทร์ ขาวงาม รางวัลซีไรต์ปี พ.ศ. 2538
"ม้าก้านกล้วย"
เกิดในครอบครัวชาวนาจังหวัดร้อยเอ็ด บวชเรียจนจบมัธยมปลาย ที่มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต มหามกุฎราชวิทยาลัย สาขาวังน้อย อยุทธยาเมื่อจบแล้วอยู่ช่วยสอน เืพื่อตอบแทนคุณสถาบันระยะหนึ่งจึงลาสิกขา
 จากนั้นทำงานหนังสือพิมพ์เล็กๆ ที่เชียงใหม่ และ เข้ากรุเทพฯ ต่อสู้ชีวิตทุกรูปแบบ ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์อิสระ

ม้าก้านกล้วย  จากบางส่วนใน"ไหมแท้ที่แม่ทอ"
    แม่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตั้งใจนัก
เรี่ยวแรงรักแม่ใช้เพื่อใฝ่ฝัน
อีกสาวไหมด้วยมือซื่อสัตย์นั้น
ทั้งทอมันละเมียดละไมใช้เวลา
    สื่อวิญญาณผ่านมือสู่เส้นไหม
ถักเส้นใยแต่ละเส้นเป็นเนื้อผ้า
ตีนที่ใช้กระตุกกี่คือชีวา
มือที่คว้ากระสวยวาดคือชีวิต
    ผ้าขาวม้าผืนใหม่แม่ให้ลูก
รักพันผูกทุกใยไหมวิจิตร
ใยไหมโยงใจแม่เนรมิต
ไหมอุทิศ แม่่ก็ทอ ต่อตำนาน
   ลูกก็ถือผ้าทอที่แม่ให้
เป็นเยื่อใยไหมและแม่ที่กล้าหาญ
ผ้าทั้งผืนมีชีวิตจิตวิญญาณ
ถักประสานสอดสร้างอบย่างแยบยล
   มือน้อน้อยของแม่ดูแค่นี้
เคยเฆี่ยนตีลูกบ้างในบางหน
แต่มือเดียกัน นี้แหละสู้ทน
ประคองลูกให้พ้นภยันตราย
....



        ชาติ กอบจิตติ
       "คำพิพากษา"    "เวลา"

ชาติ กอบจิตติ เป็นชาวสมุทรสาคร ระแวกคลองสุนัขหอน เรียนต่อม.1 ที่ร.ร. ปทุมคงคาโดยอาศัยอยู่กับพระที่วัด ทัศนารุณ มักกะสัน  และสอบเข้าทำการศึกษาที่เพาะช่างสาขาช่างพิมพ์
   ชาติ กอบจิตติ เขียนเพื่อเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว เขามีความละเอียดพิถีพิถันกับงานเขียนโดยเฉพาะนวนิยายอย่างมาก ชาติเป็นนักเขียนที่ต้องการสร้างนักอ่านเขาจึงไม่ต้องการให้ราคาหนังสือเป็ฯอุปสรรคต่อผู้รักการอ่านวรรณกรรมไทย ดังนั้นเขายืนยันให้สำนักพิมพ์ ใช้กระดาษปรู็่๊๊ฟซึ่งไม่มีสำนักพิมพ์ไหนนิยมใช้กันแล้ว เพราะไม่สวย แต่ชาติต้องการให้หนังสือราคาถูกมากกว่าสวยงาม เพื่อจะได้กระจายไปสู่คนอ่านในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนนักศคกษาที่ยังไม่มีรายได้
  นวนิยาย ของชาติ กอบจิตติ แสดงถึงพัฒรการของนวนิยายไทยที่มีลักษณะร่วมกับวรรณกรรมสากล  "คำพิพากษา" โศกนาฎกรรมสามัญชน" ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียกับโศกนาฎกรรมของกรีก นักวิจารณ์บางท่านเห็นว่าชาตินำเอปรัชญาเอ็กซิสเทนเชียลลิสิม(ปรัชญาอัติภาวะนิยม คือการคิดอยา่งปรัชญา ตระหนักปัญหาด้วยตัวเอง ตัดสินใจยึดถือคำตอบด้วยการตัดสินใจด้วยตัวเอง นักปรัชญาที่แท้ จะต้อง ขบคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตระหนัก เชื่อมั่นในความคิดและเหตุผลของตน ฌอง ปอล ชาร์ต)มาประยุกต์ใช้ใหม่อย่างน่าชมเชย นักวิจารณ์บางท่านยังเห้นว่า นวนิยายเรื่องเวลาเป็นพัฒนาการของนวนิยายไทยที่มีลักษณะเป็น "นว-นวนิยาย"(nouveau  roman) ซึ่งมีลักษณะร่วมกับวรรณกรรมสากล จึงมีความสำคัญต่อการนำวรรณกรรมไทยเข้าร่วมกระแสวรรกรรมสากล...

 "คำพิพากษา"
เนื้อหาประกอบด้วยสอบภาค คือ ภาคแรก "ในร่างแห"และภาคหลัง "สู่อิสระ"ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับตัวเอกที่ชื่อว่าฟักซึ่งเป็นลูกชายของเด็กวัดที่พักอาศัยอยู่ในเขตวัดโดยฟักได้บวชเรียนเป็ฯสามเณรและศึกษาพระธรรมจนฟ่านการสอบฟ่านนักธรรมตรี โท เอกได้รับการยกย่องและคาดหวังจากชาวบ้านว่าจะเจริญในทางธรรมต่อไปแ่ฟักจำต้องลาสิกขาบทเนื่องจากเป็ฯห่วงพ่อ และหลังจากที่พ่อตายตัวเขาตกอยู่ในข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับสมทรงภรรยาทายสาวของพ่อที่เสียสติทำให้ตนตองอยู่ในสภาวะทีตกอยู่ "ใน่างแห" และในสภาวะดับกล่าวเขามีเพียงสัปเหร่อเพียงคนเดียวเท่านนั้นที่เป็นเพื่อน  โดยตัวเขาเลือกเหล้าเป็นตัวที่ทำให้พ้นจากทุกข์นอกจานี้ ตัวเขายังตกอยู่ในข้อกล่าวหาว่า ยกเมฆเรื่องครูใหญ่โกงเงินที่เขาฝากเอาไว้แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อคำกลาวของเขาจนท้ายที่สุดเขาต้องถูกจับกุมและต้องกระอักเลือดจนถึงแก่ความตาย

"เวลา"
   เป็นเรื่องราวของผู้กำกับภาพยนตร์คนหนึ่งที่สูญเสียภรรยาและลูกสาวไปใด้กับการทำงานของตนเอง ที่เข้าไปดูละครเวทีของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่กำลังลาโรง โดยได้รับคำวิจารณ์ว่า เป็นละครเวทีที่น่าเพื่อที่สุดในรอบปีและเป็ฯละครเวทีที่เกี่ยวกับคนแก่ในบ้านพักคนชรา ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้สร้างเป็นเพียงนักศึกษา
   เวลา ใช้วิธการเล่าเรื่องโดยสมมติให้ผู้อ่านเป็นผู้กำกับภาพยนตร์คนนี้ที่กำลังดูละครเวทีเกี่ยวกับชีวิตคนแก่อยู่ ในบางช่วงให้ตัวผู้กำกับนี้สนทนากับผู้อ่านและตัดสลับกับมุมกล้อง โดยดำเนินเรื่องผ่านช่วงเวลาในแต่ละชั่วโมงตั้งแต่เช้าจนเย็น
 โดยตัวละครผู้เล่ารื่องนั้นก็บรรยายถึงลักษณะและความรู้สึกต่าง ๆ ในการแสดงไปเรื่อง ๆ จนการแสดงบนเวทีได้ปรากฎขึ้นเป็นเรื่องราวของสถานสงเคราะห์คนชรา เป็นการดำเนินชีวิตคนชราที่อาศัยอยุ่ที่นั้นโดยมีเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้น มีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็ฯปัญหาเงินมีการต่อปากต่อคำกันของตัวละคร มีเสียง "ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ" จากห้องประศนามาเป็นระยะและยังเป็ฯปมปริศนาให้กับผู้อ่านเป็นระยะว่าห้องนั้นมีอะไร จนวันหนึ่งที่มีคนมาเลี่ยงข้าวที่โรงพักฟื้นจึงทำให้รู้ว่าในน้องนั้นมีอะไร..  ในเรื่องนี้ตัวละครที่เล่าเรื่องก็จะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเวทีมาสะท้อนกับชีวิตตัวเองว่า ถ้าชีวิตตัวเองเป็นแบบนี้จะทำอย่างไร ถ้าเป็นละครที่ตัวเองกำกับฉากนี้จะทำอย่างไรให้น่าสนใจ เรื่องราวก็ดำเนินชีวิตของคนชราต่อไปเรื่อยๆ จนมีตัวละครที่เป็นคนชราคนหนึ่งตายซึ่งก็คือตัวละครที่นำทางมาถึงจุดจบ เป็นการเฉลยห้องปริศนานั้นให้กับผู้ชมที่ดูละครเวทีและผู้อ่านได้รู้ว่าในนั้นมีอะไร แต่เมือเปิดห้องนั้นดูก็ไม่พบอะไร เป็นห้องว่างป่าว การจบเรื่องแบบให้ผู้อ่านได้คิดเองว่าห้องว่างป่าวนั้นคืออะไร





วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

South East Asia

South East Asia


ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเซีย ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย พม่า ไทย ลาว สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา

    ประเทศต่างๆในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นกลุ่มประเทศที่รับอารยธรรมทั้งทางอินเีดีย และ จีน ตั้งแต่ยุคโบราณ เมื่อวัฒนธรรม แนวคิด ความเชื่อทางศาสนา (พราณ์หม และพุทธ) รวมทั้งทางการปกครอง อารยธรรมอินเดียจึงมีอยู่อย่างกระจัดกระจายและมากมายในภูมิภาคนี้ อาทิ ประเพณีต่าง ๆ สิ่งก่อสร้าง ปราสาท รูปแบบการปกครอง เป็นต้น
  อารยธรรมจีนนั้น แพร่กระจายเข้ามาโดยการแทรกซึมลึกอยู่กับคนจีนโพ้นทะเล ซึ่งอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่สู่ภูมิภาคนี้ ซึ่งในปัจจุบันผู้มีอิทธิพล และร่ำรวยในภูมิภาคนี้โดยส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน
  ในส่่วนประวัติศาสตร์ของชนชาติแต่ละชนชาติในภูมิภาคมีลักษณะคล้ายคลึกกันในยุคสมัยเริ่มแรก คือ เป็นการสร้างอาณาจักร โดยการ รบพุ่งกันเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อรวบรวมเป็นชาติ หรือประเทศ ก็ยังพจญชะตากรรมเดียวกัน คือ ตกเป็นเมืองขึ้นชาตินักล่าอาณานิคม ซึ่งทิ้งมรดกทางการต่อสู้เรื่องอาณานิคมไว้ในดินแดนนี้ อาทิ กรณีเขาพระวิหาร เป็นต้น
  หลักจากยุคล่าอาณานิคม ก็เข้าสู่ยุคลสงครามโลก ซึ่งภูมิภาคนี้ มีจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่เชื่อมต่อทะเลจีนใต้ และ แปซิฟิก จุดยุทธศาสตร์นี้เป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ทั้งการรบและทางเศรษฐกิจ คือ ช่องแคบมะละกา
 หลังจากยุคสงครามที่สู่รบด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงเป็นยุคแห่งสงครามทางเศรษกิจ คือหลังจากสงครามโลกประเทศต่าง ๆ ในโลกล้วนเสียหายและบอบช้ำเนื่องจากผลของสงคราม ภูมิภาคแห่งยังเป็นแหล่งผลิต ทั้งผลิตธพันธ์ และผลิตธผล ทั้งในการชดเชยปฏิกรณ์สงครามของประเทศผู้แพ้สงคราม และการเร่งพัฒนาประเทศของประเทศผู้ชนะสงคราม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้แพ้หรือผู้ชนะสงคราม ภูมิภาคแห่งนี้ก็ยังเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยเฉพาะผลิตผลทางการเกษตร
 ในยุคสงครามเย็น ภูมิภาคแห่งนี้เป็นเวที่การเมืองที่ร้อนแรงและสำคัญไม่แพ้ภูมิภาคใดๆในโลก
...
เมื่อผ่านความล้มลุกคลุกคลานผ่านประสบการณ์ จึงเกิดการเรียนรู้ การนิ่งเฉยไม่กระทำอะไร อาจจะนำมาซึ่งการสูญเสียประโยชน์อันพึงได้พึงมี เนื่องจากความไม่มีกำลังจะป้องกันจากประเทศที่มีวิทยาการมากกว่ามีกำลังมากกว่า จึงเกิดการร่วมตัว ทางภูมิภาค


Approache

- แนวทาง
- ภาพลายเ้้ส้นเค้าโครง ปรากฎการณ์หรือเหตุการใดๆ ที่ทำให้ทราบว่าคือสิ่งใด

     ในการตัดสินใจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งจำเป็นที่จะต้องทราบสถานะการณ์ โดยถูกต้องและชัดเจนต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ มีการวิเคราะห์สถานะการณ์ การประเมิน ผลได้ ผลเสีย ในการตัดสินใจ แม้เพียงการตัดสินใจง่ายๆในชีวิตประจำวัน ในบางครั้งการตัดสินใจผิดอาจนำมาซึ่งการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น
     การประเมินเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเหตุการทางการเมือง ปัญหาสังคม ตลอดจน ปัญหาภายในที่ทำงาน แนวการศึกษาทำความเข้าใจในสิ่งเหล่าีนี้ ช่วยให้เราเข้าใจได้ถูกต้อง ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงแก้ไขได้ตรงกับปัญหา

   ในกีฬากอล์ฟมีชอตที่สำคัญรองลงมาจากการพัตลูกลงหลุ่มอยู่อีกชอต คือ ชอตขึ้นกรีน ซึ่งเป็นชอตที่จะบ่งบอกว่า ลูกที่ตีไปจะอยู่ในตำแหน่งไกลหรือใกล้จากหลุ่ม ชอตต่อไปจะพัต ง่าย หรือ ยาก จะใกล้ความเป็นจริงแค่ไหน
  ชอตขึ้นกรีนนี้ จะมาทั้งจากกลางแฟร์เวย์ จากหลุ่มทรายซึ็่งก็คือชอตแก้ปัญหา มาจากรัฟ หรือหญ้า บริเวณหน้ากรีน หรือรอบกรีนซึ่งมีระดับความสูงต่ำไม่เสมอกัน การขึ้นกรีนนี้ จะต้อง พิจารณา วิเคราะ ห์คัดสรร ทั้งจากสภาพแวดล้อม เหล็กหรืออุปกรณ์ที่จะใช้ในสถานะการนั้น ทิศทางลม พื้นที่ ขึ้นเขา หรือลงเขา เมื่อลูกตกพื้นแล้ว พื้นกรีน แข็ง หรือนุ่ม ระยะวิ่งของลูกจากจุดตกกระทั้งถึงหลุ่ม หรือจะมีวิธีใดจะกระทำให้ลูกตกแล้วไม่วิ่ง นั้นคือวิธีการตีลูก ซึ่งในชอตขึ้นกรีน ก็มีวิธีตี หลากหลาย อาทิ การพันต์ลุก คือให้ลูกตกกระทบพี้นแล้ว กระดอนสอง-สามครั้งและหยุด การพิตลุก คือลุกตกกระทบกรีนแล้ววิ่งไป เป็นต้น ซึ่งเทคนิค การคำนวน ระยะทาง ระยะตก ระยะวิ่งนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และความคุ้นเคยกับสนาม และรวมถึงฝีมือ หรือความสามารถของนักกอล์ฟอีกด้วย... กีฬากอล์ฟเป็นกีฬาที่การตัดสินใจของผู้เล่นเป็นสิ่งสำคัญ

    ในทฤฎีเกมส์ (game theory) ตัวอย่างเกมส์ที่น่าสนใจ

เกมส์ความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's dilemma)เป็นเกมส์ที่มีผู้เล่น 2คน และทางเลือก 2 ทาง
  สถานการณ์ดังนี้ คนร้าย 2 คนถูกจับ ตำรวจจะทำการสอบปากคำที่ละคน ถ้าสารภาพทั้งคุ่จะจำคุก 10 ปี ถาไม่รับสารภาพแต่อีกคนหนึ่งรับสารภาพ คนที่ไม่รับสารภาพ จะถูกจำคุก 20 ปีในขณะที่คนรับสารภาพจะถูกกันไว้เป็นพยาน และปล่อยตัว และไม่รับสารภาพทั้งคุ่ตำรวจจะทำฟ้องได้เฉพาะคดีเล็กน้อยโทษจำคุก 1 ปี
   (จะเห็นว่ากลยุทธเด่นของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายคือการรับสารภาพ เพราะไม่ว่าผู้เล่นอีกฝ่ายจะตัดสินใจอย่างไร ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเสมอ แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายเลือกทางเลือกนี้ กลับไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ถึงแม้ผู้เล่นจะทราบว่าผลตอบแทนที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายไม่ รับสารภาพ แต่ทั้งคู่อาจไม่กล้าทำเพราะไม่ไว้ใจอีกฝ่ายว่าจะรับสารภาพหรือไม่ จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องได้รับผลตอบแทนที่ต่ำลง)(เกมส์อ่านใจ)

เกมส์ไก่ตื่น สถานการณ์ มีดังนี้ ผู้เล่นทั้งสองขับรถด้วยความเร็วเข้าหากันด้วยความเร็วสูงผู้เล่นฝ่ายใดหักหลบก่อนเป็นฝ่ายแพ้ แต่หากไม่หักหลบทั้งคู่ รถจะชนกัน และเสียหายทั้งคู่
  จุดสมดุลของแนชคือไม่หลบทั้งคู่ วิธีในทางจิตวิทยาคือผู้เล่นอีกฝ่ายจะพยายามส่งสัญญาณให้รู้ว่าอย่างไรตนก็จะไม่หลบเพื่อให้ผู้เล่นอีกฝ่ายหลบไป มิฉะนั้นจะเสียหายอย่างมาก (เกมส์วัดใจ)

เกมส์แห่งความร่วมมือ(Stag hunt) เป็นเกมที่มีผู้เล่น 2 คนและทางเลือก 2 ทาง ซึ่งเป็นทางเลือกระหว่างทางที่ปลอดภัยกับการให้ความร่วมมือกับอีกฝ่าย มีสถานการณ์ดังนี้  ผู้เล่นสองคนต้องการเลือกล่าสัตว์ชนิดหนึ่งระหว่างกวางกับกระต่าย ซึ่งกวางมีราคาดีกว่ากระต่ายมาก แต่ก็ล่าบากกว่าเช่นกัน จำเป็นต้องใช้สองคนร่วมมือกันจึงจะล่าได้ ในขณะที่กระต่ายมีราคาต่ำแต่ล่าได้ง่าย สามารถล่าได้โดยใช้เพียงคนเดียว
   ซึ่งการที่ผู้เล่นทั้งสองจะได้ผลตอบแทนสูงสุดนั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกัน คือเลือกล่ากวางทั้งคู่ ซึ่งผู้เล่นจะต้องมีความไว้วางใจผู้เล่นอีกฝ่ายด้วย(เกมส์ร่วมใจ)

ทฤษฎีเกมส์ของ John nash มีความสำคัญเพราะเขาพิสูจน์ได้ว่า เกมส์ที่ไม่มีการร่วมมือระหว่างผู้เล่นหลายคนนั้น จะสามารถดำเนินไปสู่จุดดุลยภาพ คือจุดที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งทำให้เราสามารถ วิเคราะ์ห์ คาดการผลลัพพ์ได้ว่าจะมีในลักษณะใดบ้าง ทฤษฎีเกมส์จึงเป็นเครื่องมือหลักในการศึกษาวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐกิจ นโยบายการเมือง รวมถึงในการยิงขีปนาวุธ
    ทฤษฎีเกมส์มีความสลับซับซ้อนมากเพราะการกระทำของผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง หรือหลายคนจะมีผลกระทบต่อผู้เล่นในระบบ ทำให้เกิดการปรับตัวไปอีกภาวะหนึ่ง อาจเกิดการตอบโต้จากคู่แข่ง ที่อาจจะไม่สิ้นสุด ทฤษฎีเกมส์ สามมารถอธิบายปรากฎการณ์ไม่ว่าจะยุ่งเหยิงเพียงใด สามารถ นำไปสู่จุดดุลยภาพได้

   หลักการแบ่งแนววิเคราะห์(approache)
แบ่งตามหลักวิชาการ
   - แนววิเคราะห์วัฒนธรรมทางการเมือง
   - แนววิเคราะห์การเมืองโดยอาศัยประวัติศาสตร์
   - แนวการวิเคราะห์ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ
   -แนวการวิเคราะห์ทางสังคมวิทยา
   -แนวการวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาการเมือง
   - แนวการวิเคราะห์เิชิงภูมิศาสตร์
   - แนวการวิเคราะห์เชิงปรัชญา
การวิเคราะห์ในแง่สาขาิวิชาประสบปัญหาในการนำมาใช้ เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
แบ่งตามลักษณะของวิถีชีวิตที่สำคัญทางการเมือง
   - แนวการวิเคราะห์เชิงสถาบัน
   - แนวการวิเคราะห์เชิงกฎหมายและสถาบัน
   - แนวการวิเคราะห์เชิงอำนาจ
   - แนวการวิเคราะห์เชิงกลุ่มผลประโยชน์
   - แนวการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ
   - ทฤษฎีเกม
   - แนวการวิเคราะห์ วิธีการ - เป้าหมาย
   - แนวการวิเคราะห์วัฒนธรรมการเมือง
ในการวิเคราะห์สถานะการใด สถานการณ์หนึ่ง ควรเลือกใช้แนวการวิเคราะห์ที่เหมาะสม หรือหลายแนวเพื่อให้ได้ความถูกต้องและชัดเจน

   ตัวอย่าง
เรื่อง  ปราสามเขาพระวิหาร กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม
    แนววิเคราะห์ กฎหมาย/สถาบัน แนววิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ แนววิเคราะห์วัฒนธรรมทางการเมือง

ในการจะพิจารณาเหตุการใดเหตุการณ์หนึ่่ง ๆ นั้นไม่มีหลักวิเคราะห์แนวใดให้คำตอบที่ถูกต้องต่อความเป็นจริงและชัดเจนได ในกรณีหนึ่ง ๆ หรือปรากฎการทางการเมืองหนึ่ง ๆ นั้น จึงจำเป็นจะต้องใช้แนววิเคราห์ที่เหมาะสมเข้าวิเคราะห์เหตุการนั้นๆ ยิ่งถ้าเป็นปรากฎการณ์ที่มีผลกระทบอย่างกว้างขว้างจำต้องใช้แนววิเคราะห์ในการวิเคราะห์หลายแนว เพื่อจะได้มองเห็นโครงเรื่อง แนว ภาพสเกตของเหตุการณ์ คร่าวๆ ว่า เป็น ดำเนิน หรือมีที่มาที่ไปอย่างไร
  แนววิเคราะห์จะช่วยทำให้เรามองเหตุและปัจจัยแห่งปัญหาได้ถูกต้องครบถ้วน และนำมาซึ่งวิธีการแก้ปัญหาต่อเหตุการณ์นั้นๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม...