วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Deng Xiaoping

เหมา เชตุงประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือประธานหมา ประกาศสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง ใช้สัญลักษณ์ค้อนเคียวเป็นสัญลักษณ์พรรค  ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตง ที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัด ในปีแรกของการบริหารประเทศ เหมาเน้นการเพิ่มความชำนาญและประสิทธิภาพในการปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจและประชาชนทุกชนชั้นเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจนี้ผลตอบรับจึงเป็นที่ประทับใจและได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ปี 1950 นานาชาติเริ่มาให้การยอมรับรัฐบาลคอมมิวนิสต์มากขึ้นตามลำดับ แต่สิ่งที่ทำให้การยอมรับจากนานาชาติต้องหยุดชะงักคือเหตุการณ์สงครามเกาหลี เนื่องจากในปี 1950 กองกำลังสหประชาชาติได้ส่งเข้าไปเกาหลีเหนือ จีนเกรงว่าจะคุกคามต่อดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นหัวใจทางด้านอุตสาหกรรม จีนจึงส่งกองทัพปลดแอกประชาชน ซึ่งเรียกตัวเองว่าอาสาสมัครประชาชนจีนเข้าไปเกาหลี่เหนือตามคำเรียกร้อง ในสงครามครั้งนั้น มีประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ใหญ่ ๆ 2 ประเทศคือจีนแผ่นดินใหญ่และสหภาพโซเวียต เข้าช่วยเหลือเกาหลีเหนือ โดยเหมาเจอตุง เป็นผู้ให้การสนับสนุนเกาหลีเหนือ
      ผลงานและความผิดพลาดของเหมาเจอตุง ที่ประเมินโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ข้อรุปว่า แม้ในบั้นปลายชีวิต เหมาจะได้ทำความผิดร้ายแรง ในเหตุการณ์เคลื่อนไหวปฏิวัติวัฒนธรรมที่มีประชาชนล้มต่ายเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเทียบกับผลงานอันใหญ่หลวง และยาวนานที่ท่านสร้างให้แผ่นดินและประชาชนจีน คุณความดีของท่านมีมากกว่าความผิดพลาด ประธานเหมา ยังคงเป็นผู้นไท่ยิ่งใหญ่และเป็นที่เคารพรักของประชาชนจีน
     โจวเอิน ไหล  จุดเริ่มต้นนักปฏิวัติของโจวเอินไหล คือเมื่อเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมหนันไค ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่เปิดกว้างทางความคิด  โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านประธานาธิบดีหยวน ซือ ข่าย และเมื่อจบการศึกษาจึงไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงเหตุการณ์เคลื่นอไหว 4 พฤษภาคม 1919 โจวเอินไหลได้เป็นบรรณษธิการหนังสือสมาพันธ์นักเรียนเทีนยจิน แต่ถูกปิดไปพร้อมกับการจับกุมตัว โจว เอิน ไหล เขาถูกจำคุกเป็นเวลาครึ่งปี  เมื่อถูกปล่อยตัวเขาเดินทางไปฝรั่งเศส ในช่วงนั้นโจว..มีแนวความคิดด้าน
สังคมนิยมหลังจากได้อ่านประกาศพรรคคอมมิวนิสต์และหลักการแนวคิดคอมมิวนิสต์ ร่วมถึงหนังสื่อ “สงครามชนชั้น” ซึ่งในระหว่างอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเขาได้มีส่วนร่วมทางการเมื่องอย่างต่อเนื่อง
    การช่วงชิงแผ่นดินหลายต่อหลายครั้งระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและก๊กมินตั๋ง ซึ่งในที่สุดพรรคคอมมิวนิสต์สามารถมีชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋งที่ต้องถอยร่นไปอยู่ไต้หวัน และประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น โดยเหมาเจ๋อตุง เป็นประธานาธิบดี และโจวเอินไหลเป็นนายกรัฐมนตรี
     เติ้งเสี่วยผิง เป็นผู้นำสุงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในทศวรรษที่ 80s ถึงปี 2000 เป็นผู้เปลี่ยนแปลงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประชาชนจีน เป็นชนชั้นผู้นำรุ่นที่สองของพรรคคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของเติ้ง เสียวผิง ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นชาติที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก
     เติ้ง เสี่ยวผิง จบการศึกษาในประเทศฝรั่งเศส โดยเข้าเรียนโครงการสำหรับนักเรียนจีนซึ่งมีนักปกครอง-นักปฏิวัติหลายคนของเอเซียเคยเรียน เช่น โฮจิมินห์ และโจว เอินไหล
     เติ้งเป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญของเหมา เจอ ตุง และได้รับตำแหน่งสำคัญของพรรคหลายตำแหน่ง แต่ในภายหลังด้วยนโยบายที่ขัดแย้งกัน เติ้งเสียวจึงถูกขับจากตำแหน่ง และไปเป็นกรรมกรอยู่ที่โรงงานใน มณฑลเสฉวน เมื่อนายกรัฐมนตรี โจว เอิน ไหลขึ้นครองอำนาจและพบว่าตนเองป่วยด้วยโรคมะเร็ง โจวเอินไหลจึงเรียกเรียกเติ้งกลับมาอีกครั้งเพื่อเป็นทายาททางการเมืองรับหน้าที่ฟื้นฟูประเทศจากความเสียหายที่เกิดจการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม กอปรกับความร่วมมือของประชาชน ทำให้ได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ แต่ต่อมาก็ถูกแก๊ง 4 คน ใส่ร้ายป้ายสี จนต้องออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่ง เป็นครั้งที่ 2
   
หลังจากแก๊ง 4 คนถูกล้มล้าง ในปีเดียวกันนั้นเอง พร้อมกับการสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่ประชุมคณะกรรมการพรรคคอมิวนิสต์จีนชุดที่ 10 เต็มคณะครั้งที่ 3 มีมติให้เติ้งเสียยวผิงกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำในรัฐบาลอีกครั้ง เติ่งเสี่ยวผิง ได้รับการแต่งตั้งในที่ประชุมผู้แทรพรรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศครั้งที่ 11 สิงหาคม 1977 เป็นรองประธานพรรคคอมมิวนสต์ เรื่อนมีนาคม 1978 ได้รับเลือกเป็นประธานสภาพที่ปรึกษาทางการเมือง โดย เติ้ง..เสนอให้มีการทบทวนนโยบายที่ผิดพลาดในอดีต และให้พรรคหันมามุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเป็ฯหลัก
    ธันวาคม 1978 ในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 11 เต็มคณะครั้งที่ 3 เป็นการเปิดศักราชใหม่ของประเทศ ทั้งในด้าน
การปฏิรูประบบเศรษฐกิจและการพัฒนาระบอบสังคมนิยมพิเศษหรือสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบจำเพาะของจีน ภายใต้การนำของคณะกรรมการบริหารพรรครุ่นที่สองโดยมีเติ้ง เสี่ยว ผิง เป็นแกนนำ
    กลางปี 1981 ที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 11 เต็มคณะครั้งที่ 6 ได้มีการทบทวนแนวคิดของเหมาเจ๋อ ตุง ตามหลักและเหตุผล ได้มีมติคงไว้ซึ่งความสำคัญของอดีตผุ้นำเหมาในทางประวัติศาสตร์ ในการประชุมครั้งนั้น เติ้งเสียวผิงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการกลางการทหาร(ผู้นำประเทศ)
      ทฤษฎีว่าด้วย “แมว” ที่เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่ได้รับการกล่าวขวัญกันมาก แม้ว่าในปัจจุบัน
“ไม่ว่าจะเป็นแมวดำแมวขาวขอให้จับหนูได้ก็ถือว่าเป็นแมวที่ดี”
     ชนบทที่กว้างใหญ่ของจีนได้ดำเนินวิธี”รับเหมาการผลิตถึงครัวเรือน”ขณะนั้นคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนมณฑลอานฮุยได้ให้การสนับสนุนและชี้นำโดยดำเนินการตามระบบ “กำหนดการผลิตถึงที่นากำหนดความรับผิดชอบถึงคน” ระบบที่ว่านี้ นับว่าเป็นจุดทะลวงที่สำคัญภายใต้ระบบคอมมูนในขณะนั้น เรื่องนี้ก็ได้เกิดการโต้แย้งกันค่อนข้างรุนแรง กลุ่มผุ้นำจีนในยุคนั้น เต่งเสียวผิง แสดงความเห็นชอบวิธีการดังกล่าวในการประชุมสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ ที่พิจารณาปัญหาดังกล่าว เติ้งเสียวผิงก็ได้แสดงข้อคิดว่า “รูปแบบการผลิตไหนเป็นการง่ายและเร็วต่อการฟื้นฟูและการพัฒนาการผลิตในภาคการเกษตรก็จะได้ใช้รูปแบบนั้น ขอแต่มวลชนยอมรับที่จะใช้รูปแบบไหน แม้จะเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถทำให้ชอบด้วยกฎหมายได้ เขาได้ยกสุภาษิตชาวบ้านของมณฑลอานฮุยว่า “ไม่ว่าจะเป็นแมวเหลื่อง แมวดำจับหนูได้ก็ถือเป็นแมวดี” ต่อมาจึงเกิดทฤษฎว่าด้วย “แมว” ที่โด่งดังขึ้น ต่อมาก็ได้ถือเป็นทัศนะทางลัทธิอัตถะประโยชน์ที่ไร้แนวทางจุดยืน เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในช่วง “ปฏิวัติวัฒนธรรม”เหมาเจ๋อตงเวลาวิพากษ์เติ่ง..จึงใช้คำว่า “ยังเป็นแมวดำแมวขาวอีก” คำนี้จึงกลายเป็น “ไม่ว่าจะเป็นแมวดำ แมวขาว..” ถึงแม้เติ้งจะขึ้นๆ ลงๆ ทางการเมือง แต่ “ทฤษฎีว่าด้วยแมวดี” รับการวิพากษ์วิจารณ์หลายครั้งหลายคราไม่เพียงไม่ล้มเลิก นับวันกลับทรงอิทธิพลกว้างใหญ่ และมีบทบาทสำคัญต่อการปลดปล่อยความคิดของผู้คนในช่วงต้นของการปฏิรูปเปิดประเทศ
     “ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศแรกที่ต้องดำเนินนโยบาย “การปฏิรูปภายใน ภายนอกเปิดประเทศ”ของค่ายชนชั้นกรรมชีพสากล มาตรฐานในข้อนี้กลายเป็นความลำบากอันยิ่งใหญ่และมีลักษณะไม่แน่นอนสูง เพราะว่าการดำนเนินการปฏิรูปเปิดประเทศของจีนหลังปี 1978 เป็นการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ทางทฏษฎีและการปฎิบัติทางสังคม จำเป็นต้องดูดซับผลทางอารยธรรมของมนุษย์บนพื้นฐานการสรุปบทเรียนจากการปฏิวัติของจีนและขบวนการลัทะคิมมิวนิสต์สากลต้องละทิ้งการกระทำข้อผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา ประดิษฐ์คิดค้นนโยบายใหม่บางอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนเพื่อนำไปปฏิบัติซึ่งเป็นขบวนการการเปลี่ยนแปลงตัวเองของตัวผู้นำ มันเป็ฯการปฏิรูปครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งมันเป็นไปได้ยากที่หาคำตอบที่สำเร็จรูปได้จากคัมภีร์ของมาร์ก เลนิน ฯ บรรดาปรมาจารย์ทั้งหลายหรือคำตอบที่ถูกต้อง หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าวก็ง่ายต่อทำให้ผู้คนเกิดความยุ่งเหยิงทางความคิด และเป็นไปได้ง่ายที่ผู้นำการปฏิรูปต้องตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบในเชิงทฤษฎีโดยถูกตราหน้าว่า “ไม่ใช่ผู้ศรัทธาลัทธิมาร์กซ์ที่แท้จริง”หรือไม่ก็ตกอยู่ในฐานะเสียบเปรียบทางคุณธรรมตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน คือ “ไม่มีความจงรักภักดี ความกตัญญู เมตตาธรรมและคุณธรรม”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น