วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Noam Chomsky

     ดร. แอฟแรม โนม ชอมสกี (Avram Noam Chomsky) เกิดที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐแพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1928 และสำเร็จการศึกษาขึ้นสูงสุดในระดับปริญญาเอกสาขาวิชาภาษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแพนซิลเวเนียในปี 1955 งานวิจัยทีผลักดันให้เขาสำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่มาจากการที่ได้เป็นสมาชิกในกลุ่มนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ต ระหว่างปี 1951-1955 หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแพนซิลเวเนีย ซอมสกี็ได้เข้าสอนในภาควิชาภาษาและภาษาศาสตณ์ ของสถาบันเทคโนโลนีแห่งแมชซาซูเซส สหรัฐอเมริกาในปี 1961 เขาได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านภาษาศาสตร์และจากนั้นในปี 1976 เขชาได้รับเกี่ยติให้เป็นศาสตราจารย์เกี่ยติคุณผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ทางสถาบัน
      แนวคิดพื้นฐานทางภาษาศาสตร์ ชอมสกี้ ได้พยายามแสดงแนวคิดในการอธิบายภาษามนุษย์ โดยการนำเสนอทฤษฎีไวยกรณ์ปริวรรตเพีิมพูน ซึ่แสดงให้รู้ถึงการที่เ้าของภาษหนึ่ง ๆ จะเขาใจระบบไวยกรณ์ในการใช้ภาษาจริงๆ ในชีวิตประจำวัน โดยที่เขาชี้ให้เห็นว่าเจ้าของภาษานั้นๆ จะสามารถสร้างประโยคในภาษาได้ยอ่างไม่จำกัดหรือไม่รู้จบโดยอาศัยกฎของภาษาในจำนวนที่จำกัน และความสามารถนี้เป็นสิ่งที่กล่าวได้ว่าเป็นตัวนำผู้ที่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับภาษานั้นได้กลายเป็นผู้ใช้ภาษาที่สมบูรณ์แบบที่เป็นเช่นนี้ สืบผลเนืองมาจากการทำงานอันทรงประสิทธิภาพของสมองมนุษย์ซึ่งถ้าว่่าไปแล้วอาจมีข้อจำกัดในการเรียรู้ที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่ในเรื่องของการแสดงออกทางภาษาและ้วนั้น มนุษย์ที่มีสติปัญญาสมประกอบย่อมสามารถสร้างและเข้าใจประโยคในภาษาของตนเองที่ยาวและยากอย่างไม่มีปัญหา ในปี 1960 ชอมสกี็ได้เสนอความคิดหลักที่สำคัญนี้ในการอธิบายภาษมนุษย์ดังนี้
     - ความรู้ในภาษาและการใช้ภาษา
     - โครงสร้างลึก และโครงสร้างผิว
นอกจากจะเป็นบุคคลพิเศษในฐานะนักภาษาศาสตร์ เขายังเป็นักวิจารณ์นโยบายด้านต่างประเทศ ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาผู้มีชื่อเสียงมากที่สุด
       ชอมสกี้มักมีจุดยืนทางการเมืองตรงข้ามกับกระแสหลัก การวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งและเฉลียวฉลาดของเขาเกี่ยวกับระเบียบโลก ไม่ว่าเก่าหรือใหม่ก็ดี ช่วยให้เราเห็นว่านโยบายด้านต่างประเทศ บรรษัทต่างๆ ในอเมริกาและนักวิชาการอเมริกันต่างยอมรับใช้รัฐและนโยบายของรัฐบาลอย่างไร ทั้งเขายังชี้ให้เห็นว่าองค์กรเหล่านี้ร่วมมือกับพันธมิตรทางทหาร รัฐบาลและชนชั้นนำในประเทศโลกที่สามทั่วโลกอย่างไร ดังประเทศไทยเองเดินตามนโยบายของรัฐบาลและบรรษัทในสหรัฐอเมริกาอย่างเซื่อง ๆ ผลงานด้านภาษาศาสตร์และการวิเคราะห์นโยบายด้านต่างประเทศของเขา เป้นความสำเร็จที่นำชื่อเสียงมาแก่เขามากที่สุด รวมทั้งภาพชองนักวิจารณ์ปากกล้าด้วยคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ิวยอร์กไทมส์ที่มีชื่อเสียงมากกว่าวถึงชอมสกี้ว่า "ในช่วงอายุยี่สิบ นอม ชอมสกี้ปฏิวัติทฤษฎีด้านภาษา ในช่วสงสามสิบเขาพยายามจะปฏิวัติสังคม ในช่วงอายุสี่สิบ ซึ่งกำลังจะมาถึง คงแทบจะไม่มีประเด็นใดในโลกเหลือให้เขา
      บทวิเคราะห์การเมืองของเขาชัดเจน ตรงประเด็นท้าทายและอยู่บนฐานความจริง การนำเสนอแต่ความจริงเป็นแนวทางการเขียนที่สำคัญของเขา บทความและหนังสือของเขาเต็มไปด้วยความเห็นค้านซึ่งมีแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่ชัดเจน น่าเชื่อถือและตวจสอบได้ "ในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ไม่มีงานเขียนของนักเขียนคนใดที่สร้างความวุ่นวายได้มากเท่ากับงานของ นอม ชอมสกี้ ชอมสกี้เป็นนักคิดในแนวค้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง ส่ิงที่เขาเขียนไม่เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของสำนักวิชาการใด และเขาเหลี่ยดการคิดตามกรอบเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีพรรคไหนถือเขาเป็ฯพวก และเขาเองไม่เคยเชิดชูอุดมการณ์ใดเป็นสำคัญ จุดยืนของเขาไม่ใช่ทั้งพวกเสรีนิยมที่ขบทหรือพวกอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านการแหกคองออกจากกรอบธรรมเนียม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความคิดที่ถอนรากถอนโคนของเขาไม่อาจจำแนกเข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้"
     ทัศนะเกี่ยวกับลัทธิก่อการร้ายของ "นอม ชอมสกี้"
     : คุณประณามลทธิก่อการรร้ายใช่ไหม? เราสามารถตัดสินได้อย่างไรว่าการกระทำใดเป็นลัทธิก่อการร้าย และการกระทำใดเป็นเนื่องการต่ต้านของประเทศที่เขาตาจน ต่อ ผู้กดขี่ หรือผู้ใช้อำนาจเข้าครอบครอง ? เกี่ยวกับการจัดประเภทต่าง ๆ ข้างต้น คุนได้ "แบ่งแยก"การโจมตีสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆ เนี้เป็นอย่างไหน?
     : ผลเข้าใจศัพท์คำว่า "ลัทธิก่อการร้าย"ในความหมายที่นิยามกันในเอกสารทางราชการของสหรัฐอเมริกาดี นั้นคือ มีการใช้คำๆนี้ในลักษณะของการคาดการณ์เกี่ยกับความรุแรง หรือการคุกคามด้วยความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายถ่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางการเมือง ศาสนา หรืออุดมการณ์ใดก็ตาม มันถูกกระทำโดยผ่านการทำให้เกิดความกลัว การข่มขู่ การคุกคาม หรือค่อยๆ ทำให้เกิดความหวั่นเกรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสอดคล้องกันและลงรอยสนิทกับการนิยามข้องต้น การโจมตีตึกเวิร์ดเทรด เป็นการกระทำของลัทธิก่อการร้าย ในข้อเท็จจริง มันเป็นอาชกญกรรมของผู้ก่อการร้ายที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะมีใครไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้...
       แท้จริงแล้ว การใช้ประโยชน์ทางด้านการโฆษณาเป็นไปในลักษณะสากล ทุกๆคนต่างตำหนิประณามลัทธิก่อการร้ายในความหมายของรูปศัพท์ดังกล่าว พวกนาซีก็ประณามลัทธิก่อการร้ายอย่างเกรี้ยวกรด และวิพากษ์วิจารณ์ลัทธิก่อการร้ายในฐานะที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพวกผู้ก่อการร้าย ใกรกเป็นตัวอย่าง โดยพื้นฐานแล้ว สหรัฐอเมริกาก็เห็นด้วย
        ในการรวมตัว และปฏิบัติการในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับการต่อต้านลัทธิก่อการร้ายในกรีกและที่อื่นๆ ในช่วงปีหลังสงคราม โครงการด้านการทหารที่เรกียกว่า counter-insurgency ซึ่งมีมีการปฏิบัติการต่อสู้กับสมาชิกกางโจรและการและการปฏิวัติได้นำเอาแบบจำลองมาจากพวกนาซีมาใช้อย่างชัดเจนที่เดียว และได้รับการนำมาปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง  กองกำลัง Wehrmacht กอกำลังเยอรมันจากปี 1921-1945 ได้รับการนำมาหารือ และคู่มือต่าง ๆของกองกำลังนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบโครงการต้านการทหารที่เรียกว่า counter-insurgency program ไปทั่วโลกซึ่งมีชื่อเรียกเป็นทางการวว่า การต่อต้านลัทธิก่อการร้าย
     ขนบธรรมเนียมต่างๆ ที่ยกมา คนๆเดียวกันแท้ๆและการกระทำอย่างเดียวกันก็ว่าได้ สามารถที่จะปรับเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็วจาก "การเป็นผู้ก่อการร้าย"มาเป็น "นักต่อสู้เพื่อิสรภาพ"และเปลี่ยนกลับไปอีกครั้ง อันนี้เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเช่นในกรีก...
     ไม่จำเป็นต้องชี้แจงว่า ลัทธิก่อการร้ายส่วนใหญ่เป็นสิ่งประดิษญ์มาตรฐานอันหนึ่งของรัฐต่าง ๆ ที่ทรงอำนาจดังข้อสังเกตว่า เช่นสงครามสหรัฐฯที่มีต่อนิคารากัว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้ผู้คนชาวนิคารากัวเสียชีวิตกว่าหมื่นคน และประเทศตกอยู่ในความหายนะ นิคารากัวดึงดูดความสนใจต่อศาลโลกซึ่งได้มีการประณามสหรัฐสำหรับการกระทำที่ไม่ต่างอะไรกับลัทธิก่อการร้ายระหว่างประเทศ แล๐ด้วยการใช้กำลังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"และได้มีคำสั่งให้ระงับการใช้กำลังดังกล่าวในทันที่ พร้อมทั้งให้เร่งปรับปรุงเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ แต่สหรัฐฯกลับใช้อำนาจวีโต้(สิทธิยับยั้ง)
     : มีข้อถกเถียงกนมาก ว่าตลอดเวลาทั้งหมดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์มันไม่เคยมีอภิมหาอำนาจทางด้านจริยธรรม หรือหลักปฏิับัติที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวโดดๆ
       นักวิเคราะห์ นักประวัติศาสตร์ นักการเมือง และนักวิชาการทั้งหลายอ้างถึงอภิมหาอำนาจ รัฐชาติ และสถาบันของมนุษย์ต่างๆ ทั้งหมดว่า สนใจเพียงทำตัวของพวกมันให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น กล่าวอีกนัย พลังและอำนาจหน้าที่มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องคุณค่าจริยธรรม ความคิด พวกมันเพียงเกี่ยวข้องกันเรื่องของพลังที่เพิ่มขึ้น เงินทองที่มากขึ้น อิทธิพลที่เพิ่มพูนขยายออกไปและอำนาจหน้าทที่ใหญ่โตมโหราฆ คุณเชื่อเช่นนั้นไหม พวกเรามีตัวอย่างในประวัติศาสต์สักตัวอย่างหรือไม่เกี่ยวกับจักรวรรดิ์ใดจักรวรรดิ์หนึ่ง รัฐใดรัฐหนึ่ง หรืออภิมหาอำนาจหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวพันกับโลกและพลโลกที่เหลือในเรื่องที่เกี่ยวกับคุณค่าซึ่งมีอยู่ในใจบ้าง
     : ผลรู้สึกประหลาดใจที่ยังมีการโต้เถียงเรื่องนี้กันอยู่ รัฐต่างๆ ไม่ใช่ตัวแทนทางศีลธรรม พวกมันคือระบบของอำนาจ ซึ่งโต้ตอบกับการกระจายอำนาจภายใน แต่อย่างไรก็ตามในทางตรงข้ามนั้นมนุษย์เป็นตัวแทนทางศีลธรรม และสามารถกำหนดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญต่อความรุนแรงของรัฐต่างๆ ของพวกเขาเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมต่าง ๆ ที่ค่อนข้างอิสระ พวกเขาอาจล้มเหลวที่จะกระทำเช่นนั้นก็ได้ กล่าวในกรณีหนึ่ง พฤติกรรมระหว่างประเทศของเอเธนส์สมัยคลาสสิคไม่ค่อยน่ายินดีมากนัก และเราไม่ต้องพูดถึงตัวอย่างของประวัติศาสตร์สมัยใหม่เลย แต่พวกเขาสามารถทำได้และต้องทำ
     : เป็นที่ชัดเจนว่า บรรดานักการเมืองอเมริกันและเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง ที่ทรงสติปัญญาทั้งหลายต่าง ๆ รู้อะไรมากมายกับโศกนาฎกรรมดังกล่าว ในหลายๆ กรณีเราจะได้ยินข้อเท็จจริซึ่งมีความจริงเพียงครึ่งเดียว และคำโกหกซึ่งๆหน้า ผมได้อ่านบทความและหนังสือขจองคุณมากมายที่ว่า เมื่อนักการเมืองพูดโกหกเพียงในระยะเวลาสั้นๆเขาก็จะเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คำถามคือเราสามารถที่จะอธิบายท่าที่หรือทัศนคติเช่นนี้อย่างไร และ คุณคิดไหมว่านั้นคือคำโกหกคำใหญ่ที่สุดและเป็นข้อเท็จจริงเพียงครึ่งเดียวที่เราได้ยินมา จนกระทั่งถึงโศกนาฎกรรมล่าสุดนี้
     : ผมไม่เห็นด้วย ผมสงสัยว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯรู้อะไรมากมายที่คนอื่นไม่สามารถค้นพบ นันคือกรณีทั่วๆไป จากที่เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ใครก็ตามที่หใ้ความสนใจน้อยที่สุดต่อข้อเท็จจริงพวกนี้ต่างรู้ว่า เหตุผลหลายหลากนั้นมันแตกต่างไปเลยที่เดียว ไม่เพียงท่านกลางเครือข่ายผู้ก่อการร้ายต่างๆ ที่ซีไอเอ ให้การช่วยเหลือในการจัดตั้ง สนับสนุนทางด้านอาวุธ ให้การฝึกฝน และอุปถัมภ์ค้ำชู เพื่อสงครามอันศักดิ์สทิธิ์ต่อชาวรัสเซีย แต่ยังรวมถึงท่ามกลางความมั่งคั่ง สิทธิพิเศษ และส่วนของประชาชนที่สนับสนุนอเมริกันด้วย
     วอลสตรีท จอยเนอร์ได้ตีพิมพ์บทวิจารณ์เกี่ยวกับความคิดเห็นต่างๆ ของ "มุสลิมที่มั่งคั่งร่ำรวย" ในภูมิภาคนั้น พวกเขารู้สึกตกใจและโกรธแค้นเกี่ยวกับการสนับสนุนของสหรัฐฯที่มีต่อรัฐเผด็จการที่เกรี้ยวกราด และอุปสรรคต่างๆ ที่วอชิงตันวางไว้กับการพัฒนาที่เป็ฯอิสระ และประชาธิปไตยทางการเมืองโดยนโยบายของมันเกี่ยวกับการให้ความสนับสนุนการปกครองที่กดขี่ขูดรีดทั้งหลาย"....
     และที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ นอม ชอมสกี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น